บทความเกี่ยวกับ “การร่วมแรงเป็นชุมชน”

การสื่อสารอย่างสันติ : นำสู่กัลยาณมิตร

ที่ใดมีคนมากกว่า 1 คนขึ้นไปย่อมยากที่จะไม่มีความขัดแย้ง คำถามจึงไม่ใช่จะทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความขัดแย้งใดๆเลย แต่ปัญหาคือ จะบริหารจัดการกับความขัดแย้งอย่างไรจึงจะสร้างสรรค์สันติและก่อเกิดเป็นกัลยาณมิตร

ความมีเมตตา มีสัมมาทิฐิ ย่อมนำมาซึ่งสติและมีใจที่เป็นกลาง คลายความยึดมั่นถือมั่นและเข้าใจผู้อื่นอย่างกระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้ความขัดแย้งไม่ใช่ความน่ากลัว แต่หาก ปฎิสัมพันธ์ของคู่กรณีอัดแน่นไปด้วยอคติ และทิฐินั่นก็ย่อมทำให้ความขุ่นเคืองชิงชัง ความรุนแรงขยายยิ่งขึ้นอย่างยากจะเยียวยา

ความขัดแย้งตั้งแต่ระดับ คู่รัก ครอบครัว กระทั่งประเทศชาติ หากไม่ได้รับการแก้ปัญหาที่ถูกต้องก็ย่อมแผ่ขยายลุกลามบานปลายไปอย่างน่ากลัว

อ่านต่อ

ชุมชนนิเวศน์ : สถานพักผ่อนแห่งจิตวิญญาณ

โลกยุคดิจิตอล… ผู้คนส่วนใหญ่หลงใหลไปกับแสงสีเสียง เทคโนโลยี่ และวัฒนธรรมโซเชียลมีเดีย กระทั่งหลงลืมไปแล้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน คืออะไร ? ไม่เข้าใจเรื่องการจัดการทรัพยากรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีพื้นถิ่น

ในสิ่งที่ดูเหมือนจะรุดไปข้างหน้า ยังมีผู้คนอีกมิใช่น้อย ที่ไร้ความสุข ทั้งเหนื่อยทั้งเครียด ว้าเหว่อ้างว้าง เขาเหล่านั้นเริ่มใฝ่ฝันถึงชีวิตที่เรียบง่ายสงบเย็นดังเป็นมาแต่อดีต และยังคงอยู่แม้ปัจจุบัน ดังเช่นในชุมชนท้องถิ่นอันอบอุ่นไปด้วยความจริงใจไมตรี และนี่เองที่ยังผลให้ผู้คนทั้งต่างแดนและบ้านเรามุ่งสานฝัน สร้าง “วันที่เคยชื่น คืนที่เคยสุข” ให้หวนกลับมาอีกอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ

Deep Listening : ฟังกันอย่างเมตตากรุณา

ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ทุกวันนี้ก็คือ ไม่มีใครฟังใครทุกคนล้วนแย่งกันพูด ถึงแม้จะฟังก็ฟังแบบแกนๆผ่านๆ หูซ้ายทะลุหูขวา ไม่มีใครใจเย็นพอที่จะฟังใครอย่างลึกซึ้งเพื่อความเข้าใจอย่างแท้จริง

ทั้งๆที่ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์ต่างก็ต้องการระบายความทุกข์ที่อัดอั้นเก็บกด และหวังว่าจะมีใครสักคนที่รับฟังเขาอย่างมีเมตตากรุณา โดยไม่ตำหนิติด่า และไม่ต้องยัดเยียดความคิดใดๆทั้งสิ้น

อ่านต่อ

สุนทรียสนทนา : ชนะร่วมกันอย่างสมานฉันท์

แม้ว่า “การสนทนา” คือชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ แต่หลายต่อหลายครั้งมันกลับไม่ได้เป็นไปอย่าง “สุนทรียะ” ซึ่งมักนำมาสู่ความขัดแย้งแตกคอ และแตกแยก หรือแม้แต่เกิดการห่างเหินเย็นชา

รากเหง้าแห่งปัญหาก็คือ “ตัวตน” ที่ห่อหุ้มภายในใจของแต่ละคน เช่น การยึดมั่นถือมั่นในชนชั้น ฐานะ ตำแหน่ง วัยวุฒิ สังกัด หรือแม้แต่ความเชื่อส่วนบุคคล (ศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ)

การพูดคุย ถกเถียง เสวนา ประชุม นอกจากจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้แล้ว มักก่อให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น เหตุเพราะใช้วิธีคิดแบบเดิมๆที่มาจากฐานความคิดแบบเดิมๆ การแก้ปัญหาสารพัดจึงล้มเหลวมาโดยตลอด          
– เดวิด โบห์ม

(David Joseph Bohm ค.ศ.1917 – 1992 นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ชั้นนำของโลกที่นำปรัชญาทางตะวันออก และศิลปะ มาผนวกกับวิทยาศาสตร์มาให้คำตอบกับโลกอย่างกระจ่างชัด)

อ่านต่อ

ธรรมยาตรา : การดำเนินด้วยธรรม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542
ธรรม ธรรมะ[ทํา ทํามะ] น. คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม คําสั่งสอนในศาสนาฯ
ยาตร ยาตรา [ยาด, ยาดตฺรา] ก. เดิน, เดินเป็นกระบวน

ธรรมยาตรา (ธรรม + ยาตรา) จึงหมายถึง การดำเนินไปด้วยธรรม (ความถูกต้อง ความดีงาม ความจริง) หรือ การออกไปด้วยธรรม อีกนัยหนึ่งก็คือ การดำเนินออกจากทุกข์ทางกายใจด้วยธรรมะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

ธรรมยาตรา หรือ การเดินอย่างเป็นหมู่กลุ่มในระยะทางไกล โดยมีนัยทางศาสนาและสังคม (Social Movement) ซึ่งเริ่มมีการพูดถึงเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2535 เมื่อสมเด็จพระมหาโฆษนันทะ แห่งประเทศกัมพูชาเป็นผู้นำขบวน “การจาริกของความจริง”(pilgrimage of truth) ซึ่งองค์การสหประชาชาติให้การสนับสนุน ด้วยเห็นว่ามีจุดหมายเพื่อเรียกขวัญกำลังใจของประชาชนชาวเขมร หลังจากบอบช้ำจากภัยสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน

อ่านต่อ

ราคาของการเปลี่ยนแปลง

happiness-2411764_1920_cr

ขอเดาว่าครั้งหนึ่งหรือหลาย ๆ ครั้งในชีวิตที่เราทุกคนต่างเคยคิดว่า “เอาล่ะ ฉันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตฉันให้มีความสุขมากขึ้นเสียที” หลังจากนั้น อาจจะมีบางคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจนสำเร็จ บางคนก็ยังรี ๆ รอ ๆ แล้วก็มีอีกหลายคนที่อาจจะลืมเลือนและไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง

อะไรคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ใครสักคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง?

และถ้าการเปลี่ยนแปลงในชีวิตตีเป็นราคาได้ เราคิดว่าราคาของมันจะสูงสักเท่าไร?

อ่านต่อ

ความรักหล่นหาย หรือ เรามองไม่เห็น ?

workshop.03_48_41_23.Still022

มีใครบางคนเคยตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุของความยุ่งเหยิงและขัดแยังบนโลกใบนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดขึ้นเพราะพวกเราเป็นมนุษย์ที่ ‘ขาดความรัก’ ซึ่งก็น่าแปลกใจเหลือเกินว่า พวกเราพากันทำความรักหล่นหายไปที่ตรงไหน ?

หรือแท้จริงแล้วความรักไม่ได้หาย…แต่เป็นตัวเราที่สัมผัสถึงมันไม่ได้เอง ?

Jim George นักประพันธ์ชาวอเมริกันกล่าวไว้ว่า “Listening is an act of love.” แปลเป็นไทย ๆ ก็คงหมายความได้ว่า การรับฟังนั้นเป็นการแสดงออกของความรักในรูปแบบหนึ่ง โดยเขาอธิบายเสริมว่า เมื่อเราตั้งใจรับฟังใครสักคนหนึ่ง มันเป็นการแสดงออกโดยไม่ต้องพูดเลยว่า คนตรงหน้าเรานั้นมีความสำคัญกับเรามากแค่ไหน

สำคัญที่ว่าการรับฟังแบบนี้ ไม่ใช่การฟังเพียงแค่หู แต่จำเป็นต้องรับฟังด้วย ‘ใจ’

อ่านต่อ

เพราะเปิดใจฟัง รักจึงยั่งยืน

love-163690_640

กันยาแต่งงานกับเดชมาร่วมสิบปีแล้ว แต่ ๒-๓ ปีหลังเธอมีปากเสียงกับเขาอยู่เป็นประจำ  ไม่ใช่เพราะว่าเขานอกใจเธอ  เขายังคงใส่ใจเธอและรับผิดชอบกับครอบครัวไม่แปรเปลี่ยน แต่สิ่งที่เธอทนเขาไม่ค่อยได้ก็คือ เขาชอบโทรศัพท์มาถามเธอแทบทุกเย็นว่าจะกลับบ้านกี่โมง ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว ฯลฯ  เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องโทรมาถามบ่อย ๆ ราวกับว่าเธอมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ  ระยะหลังเพียงแค่เห็นเบอร์โทรศัพท์ของเขาขึ้นที่หน้าจอ เธอก็หัวเสียทันที

บ่อยครั้งที่เธอตวาดใส่เขาทางโทรศัพท์ แต่เขาก็ไม่โกรธเธอ  ยังคงพูดกับเธอด้วยดี  สิ่งหนึ่งที่เขาขอร้องจากเธอก็คือ ขอให้มากินข้าวบ้านทุกเย็น  ไม่ว่าเธอจะกลับบ้านดึกดื่นแค่ไหน เขาก็จะทำกับข้าวรอ  นั่นทำให้เธออึดอัดใจเพราะบางครั้งเธออยากไปกินอาหารเย็นกับเพื่อน ๆ แต่ก็ต้องงดเพื่อกลับมากินข้าวที่บ้าน

วันหนึ่งเธอเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนแนะนำว่า ทำไมเธอไม่ลองฟังเขาบ้างล่ะว่า ทำไมเขาถึงขยันโทรศัพท์มาถามเธออย่างนั้น  ระหว่างที่เขาอธิบาย ก็ขอให้เธอฟังเขาอย่างตั้งใจ อย่าเพิ่งหงุดหงิดฉุนเฉียว ฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง โดยไม่ด่วนสรุป หรือคิดแต่จะแย้งอย่างเดียว ฟังด้วยหัวใจ รับรู้ทั้งความรู้สึกและความต้องการของเขา  บางทีเธออาจจะเข้าใจเขาดีขึ้นก็ได้ว่าทำไมเขาทำเช่นนั้น

อ่านต่อ

3 เทคนิค ฝึกฟังด้วย ‘ใจ’

asia girl listen

….เพราะการรับฟังไม่ใช่แค่การได้ยินผ่านหู แต่ต้องรับรู้ด้วย ‘ใจ’…….

ทุกวันนี้เหมือนโลกจะเล็กลง เราสามารถติดต่อ พูดคุย อ่าน มองเห็น ได้ยิน คนจากทั่วทุกมุมโลกผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร โลกออนไลน์กลายเป็นโลกเสมือนจริงที่ดูคล้ายจะทำให้เราเข้าใกล้กันมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม เรากลับพบว่าเราโดดเดี่ยว แตกแยก ห่างเหินจากกันและกันมากขึ้นทุกทีในโลกชีวิตจริง

ถ้าไม่นับข้อความผ่านแชทในช่องทางต่าง ๆ จำได้ไหมว่า…เราได้พูดคุย สบตา สนทนากับคนที่เรารักครั้งสุดท้ายเมื่อไร ?

ถ้าไม่นับสติ๊กเกอร์ ไอคอนแสดงอารมณ์ต่าง ๆ จำได้ไหมว่า…เราสัมผัสความรู้สึกและอารมณ์ของคนที่เรารักด้วยตัวเราเองครั้งสุดท้ายเมื่อไร ?

เป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริง ที่ทุกวันนี้เราสนทนาผ่านหน้าจอจนแทบจะลืมการพูดคุย ลืมการรับฟังกันในโลกชีวิตจริง เราไม่ได้สบตา ไม่ได้ยินน้ำเสียง ไม่ได้เห็นท่าทางของเขา เราตีความทุกอย่างผ่านความคิดและความเข้าใจของตัวเราเอง โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่า แท้จริงแล้วคนที่เราคุยด้วยเขาคิดหรือรู้สึกอย่างไร

อ่านต่อ

คุยอย่างไร ให้เข้าใจและไม่ให้โกรธกัน

Family Conflict

ที่เราไม่เข้าใจกันอาจไม่ใช่เพราะคุยคนละเรื่องแต่เพราะคุยคนละรูปแบบต่างหาก มาเข้าใจการสนทนาสองรูปแบบกัน…

การสนทนาอาจเป็น “พร” หรือ “คำสาป” ก็ได้ และเป็นปัญหาที่พบบ่อยสุดในความสัมพันธ์ เพราะการสื่อสารเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์แต่ก็มีความซับซ้อนที่จะทำอย่างถูกต้อง หลายคนพยายามศึกษาเทคนิคในการสื่อสารสารพัดซึ่งก็ชวนสับสน

เราขอสรุปรวบยอดว่าการพูดคุยมีสองรูปแบบใหญ่ ๆ เท่านั้น คือ การแลกเปลี่ยน และ เพื่อแก้ปัญหา โดยการสนทนาสองแบบนี้มีจุดหมายต่างกัน

  • คุยแบบแลกเปลี่ยน ก็เพื่อแบ่งปันความรู้สึก มุมมอง หรือ ประสบการณ์
  • คุยแบบการแก้ปัญหา ก็เพื่อหาทางออกให้กับปัญหา

คู่รักส่วนมากมักมีปัญหา เพราะพวกเขาพูดคุยกันคนละแบบ ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะให้กำลังใจ เข้าใจกัน และผูกพันกัน

อ่านต่อ

Simple Follow Buttons
Simple Share Buttons