บทความเกี่ยวกับ “การทำงาน”

ลมหายใจแห่งความสุขของครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ

เมื่อเอ่ยชื่อครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีปและเจ้าของรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะปี 2521   หลายคนคงนึกถึงผู้หญิงตัวเล็กแววตามุ่งมั่นกล้าต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวชุมชนแออัดหรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “สลัมคลองเตย”  ตลอดเวลากว่าห้าสิบปีที่ผ่านมา ผู้หญิงคนนี้ทำหน้าที่ “ครู” ทุกลมหายใจเข้าออก เฝ้ามองหาโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้นให้กับเด็กด้อยโอกาสมากที่สุดของเมืองหลวง เพราะรอยยิ้มของเด็กๆ เป็นดั่งอากาศอันสดใสที่ทำให้ทุกเช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความสุขและมีกำลังใจต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนด้อยโอกาสมาตลอดชีวิตของครูวัยกว่าหกสิบปีท่านนี

“เราพยายามแสวงหาช่องทางที่จะช่วยบรรเทาปัญหาของผู้ยากไร้ อยากทำสิ่งที่ขาดหายไปจากสังคมไทย คือความเท่าเทียมกันในสังคม”

ครูประทีปทำงานในชุมชนคลองเตยมาตั้งแต่เรียนจบเป็นครูมาจนถึงปัจจุบัน

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ความสุขจากการมองโลกด้วยหัวใจของ “ต่อพงศ์ เสลานนท์”

“พ่อแม่ที่มีลูกย่อมหวังจะได้พึ่งพิงยามแก่เฒ่า แต่ความหวังนี้ได้พังทลายลงหลังจากผมกลายเป็นคนตาบอด  ผมรู้สึกกดดันเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัว และไม่อยากให้ทุกคนหมดหวัง  มันเป็นจุดสะเทือนใจ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผมมีจุดหมายว่าผมต้องกลับมาเป็นที่พึ่งของพ่อแม่และคนรอบข้างให้ได้”

ต่อพงศ์ เสลานนท์ หรือ “เติ๊ด” บุตรชายคนสุดท้องของครอบครัวเสลานนท์บอกเล่าเหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตครั้งสำคัญจากเด็กหนุ่มตาดีสู่เด็กหนุ่มตาบอดในวัยเพียง 16 ปีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนมกราคมปี 2535  ในวันนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในก้นบึ้งหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นแสงสว่างจากขอบฟ้าส่องลงมาแม้เพียงนิดเดียว

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

เชฟเต้น…หญิงสาวผู้หลงรักขนมหวาน

จุดเริ่มต้น…สำหรับบางคนเพราะโอกาส แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างหากไม่มีความรัก และความพยายามจนถึงฝั่งฝัน เส้นทางเดินกว่าจะได้เป็นเชฟขนมหวานของทะเลจันทร์ บุณยรักษ์ หรือ “เต้น” อาจเริ่มต้นด้วยโอกาสที่ดีกว่าคนอีกหลายคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จจะโปรยด้วยกลีบกุหลาบอันหอมหวานเสมอไป เพราะหากเธอไม่ได้มีหัวใจรักการทำขนมหวานจนหมดใจแล้ว เธอก็อาจไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของร้านขนมสไตล์ฝรั่งเศสที่หลายคนอยากแวะไปลิ้มลองมากที่สุดร้านหนึ่งในทุกวันนี้อย่างแน่นอน

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ความสุขของการบริหารสื่อคุณภาพของ ดร.วิลาสินี พิพิธกุล

เมื่อเอ่ยถึงสื่อสาธารณะที่มีคุณภาพของสังคมไทย ชื่อ “ไทยพีบีเอส” จะต้องติดอยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ ที่ผู้ชมนึกถึงอย่างแน่นอน  การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการของ ดร.วิลาสินี พิพิธกุล เมื่อปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องท้าทายผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งมากทีเดียว ท่ามกลางความรับผิดชอบพนักงานนับพันคนและผู้ชมหลายสิบล้านคนทั่วประเทศ ผู้บริหารหญิงแววตาอ่อนโยนคนนี้นำพาองค์การสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ไปในทิศทางใด และเธอก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างไร เราจะพาคุณไปค้นหาคำตอบด้วยกัน

 “หนึ่งในวิสัยทัศน์ตอนสรรหาผู้บริหารสถานี คือ เราจะใช้หัวใจความเป็นมนุษย์ในการบริหารองค์กร มันอาจจะฟังดูเป็นนามธรรมสักหน่อย แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการแสดงเจตจำนงของเราว่า เรามุ่งมั่นเข้ามาเพื่อทำงานกับเขา ให้เกียรติเขา ส่งเสริมพวกเขาให้ได้ทำงานเต็มที่ เพราะเราจะพูดตลอดเลยว่า ผู้บริหารอย่างเรา มาแล้วก็ไป แต่ที่นี่คือบ้านของคุณ คุณรู้จักบ้านหลังนี้ดีกว่าเราเยอะ เราเข้ามาเพื่อที่จะมาสนับสนุนให้พวกคุณเดินต่อได้อย่างแข็งแรง เราก็พยายามส่งสัญญาณอย่างนี้อยู่ตลอดและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เราจริงใจต่อเขาและใช้หัวใจความเป็นมนุษย์ในการทำงานจริงๆ”

ดร.วิลาสินีกล่าวถึงหัวใจการทำงานในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของสื่อคุณภาพตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาทำหน้าที่นี้

ตลอดระยะเวลาการทำงานกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้บริหารหญิงคนนี้พยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอคือสมาชิกในครอบครัวเดียวกับพนักงานทุกคน โดยพยายามลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานให้มากที่สุด

“เราไม่เลือกมีรถประจำตำแหน่ง ขับรถมาทำงานเองและจอดในที่จอดเดียวกับพนักงาน ถ้าเจอใครก็จะทักทายพูดคุย พยายามทำให้เห็นว่า เราเปิดอยู่เสมอ บอกทุกคนว่ามีอะไรก็มาคุยกับเราได้ อีกอย่างเราก็ไม่ได้มาจากประสบการณ์ของคนทำข่าวร้อยเปอร์เซ็นต์ จะให้เดินเข้าไปคลุกอยู่ในห้องข่าวเป็นประจำก็คงไม่ดีนักเพราะไม่อยากให้เกิดภาพผู้บริหารลงมาแทรกแซงการทำงาน”

หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน พายุลูกแรกก็ซัดโหมกระหน่ำเข้ามาเพราะเธอเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในช่วงครบรอบปีที่ 10 ของสถานีพอดี และกฎหมายขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือที่รู้จักกันว่า “ไทยพีบีเอส” ระบุไว้ว่า เมื่อครบ 10 ปีต้องทบทวน พ.ร.บ. โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ

จุดสำคัญคือเราเข้ามาในยุคที่อุตสาหกรรมสื่อปรับตัวกันเยอะมาก เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปรับองค์กรให้มีความคล่องตัว ใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับลดพนักงานในตำแหน่งที่ไม่จำเป็นลง วางยุทธศาสตร์ให้รับมือความเปลี่ยนแปลงของสื่อให้รวดเร็วที่สุด นี่เป็นความท้าทายที่ถาโถมเข้ามา

แน่นอนว่าการทำงานบริหารคนย่อมมีผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ แต่ด้วยความเป็นคนมองโลกในแง่ดีและมองเห็น “โอกาสในปัญหา” มากกว่าเห็น “ปัญหาในโอกาส” เธอจึงเลือกใช้ความท้าทายเป็นตัวกระตุ้นให้พนักงานพยายามพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าให้สอดคล้องกับโลกของสื่อยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

“เราเลือกใช้สองมาตรการในการปรับองค์กรให้มีขนาดเล็กลง คือการเกษียณอายุการทำงานก่อนกำหนด หรือ early retire  กับการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายให้กับพนักงานแต่ละคนอย่างชัดเจน เช่น ภายในปี 61 เราต้องมีแพลทฟอร์มสื่อใหม่มากขึ้น และต้องปรับวิธีการทำงานให้คล่องตัวมากขึ้น จากเดิมออกไปทำข่าวแต่ละครั้งต้องยกกองออกไป เปลี่ยนเป็นนักข่าวคนเดียวทำงานได้หลายหน้าที่ เราต้องพยายามทำให้พนักงานเห็นทิศทางบวกกับทิศทางลบไปพร้อมกัน  คือ ถ้าไม่ทำก็จะเจอวิกฤติ ถ้าเดินทางนี้อาจต้องท้าทายต้วเอง แต่เราก็เห็นทางบวก”

นโยบายสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานใหม่ในยุคของผู้บริหารหญิงท่านนี้ คือ การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบเป็นแท่ง ต่างคนต่างทำงานภายในแผนกตนเองสู่การทำงานแบบ “Content base”  หรือเอาเนื้อหาเป็นตัวตั้งเพื่อให้คนทำงานสามารถทำงานร่วมกันกับแผนกอื่นที่ทำประเด็นเดียวกันได้

 เมื่อก่อนต่างคนต่างทำงานในแท่งของตนเอง ตอนนี้เราพยายามผ่าตัดให้ทำงานแบบ content base  แต่ก็ยังทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเราคัดเลือกจากคนที่อาสาอยากเปลี่ยนแปลงและคนที่มีแววพร้อมจะเปลี่ยน ตอนนี้ยังอยู่ในกลุ่มนำร่องปี 61  โดยเราเตรียมความพร้อมทั้งด้านการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพก่อนที่จะเปลี่ยนสายงาน ถ้าใครปรับตัวไม่ได้ และประเมินไม่ผ่านก็คงต้องได้รับการพิจารณาให้ออก โดยเราไม่ได้ให้ออกในทันทีแต่จะส่งสัญญาให้รู้ก่อนทั้งเชิงบวกและเชิงลบ คือ ถ้าคุณกล้าท้าทายตัวเอง คุณจะมีโอกาสเติบโต แต่ถ้าคุณไม่ปรับตัว คุณก็ต้องพบกับวิกฤติอะไรบ้าง

ในฐานะผู้บริหารที่ต้องดูแลพนักงานนับพันคน การทำให้ทุกคนพึงพอใจคงไม่ใช่เรื่องง่าย พายุอารมณ์จากความรู้สึกของพนักงานที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันจึงเป็นเรื่องที่เธอต้องรับมือด้วยหัวใจเข้มแข็ง พายุลูกใหญ่ที่ทำให้เธอแทบล้มทั้งยืนถาโถมเข้ามาหลังจากรับตำแหน่งผู้บริหารได้เพียงห้าเดือน เมื่อคณะกรรมการนโยบายมีมติงดให้ “เงินรางวัลพิเศษ” หรือรู้จักกันทั่วไปว่าโบนัสในปีนั้นพอดี

“ในฐานะที่เราเป็น ผอ. เราต้องทำให้พนักงานยอมรับและเข้าใจ แม้ว่าเราจะชี้แจงล่วงหน้าก่อนหลายเดือน แต่ก็ยังมีคนคาดหวังว่าจะได้  สิ่งที่ทำได้ในเวลานั้น คือ พยายามพลิกวิกฤติเป็นโอกาส จากความรู้สึกไม่พอใจสู่การสร้างความท้าทายตัวเองร่วมกันว่าเราใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่าได้อย่างไร ถ้าเราช่วยกันลดค่าใช้จ่ายจนมีเงินเหลือ ในวันข้างหน้าเราอาจได้รับเงินรางวัลพิเศษอีกก็ได้ คนที่เข้าใจก็มาให้กำลังใจ แต่คนที่ไม่เข้าใจก็โจมตีเราเยอะมากจนเกือบถอดใจ เพราะไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ไม่เสียใจเท่าโดนตำหนิเรื่องไม่เห็นแก่พนักงาน”

ท่ามกลางสื่อมากมายในโลกปัจจุบัน การสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้ผู้ชมเลือกเปิดช่องไทยพีบีเอสนับเป็นสิ่งที่ท้ายทายมากที่สุดของการนั่งเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดของสถานี การมองปัญหาอย่างรอบด้านและรับฟังความคิดเห็นจากทุกคนคือหัวใจสำคัญที่ผู้บริหารหญิงคนนี้เลือกนำมาใช้ในการบริหารงาน

“เราเป็นสื่อสาธารณะ ต้องบริหารเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากข้างนอกด้วย ขณะเดียวกันเราก็ต้องทำให้พนักงานภูมิใจเมื่อออกไปข้างนอกแล้วได้รับคำชื่นชมว่าเป็นสถานีโทรทัศน์คุณภาพ  ในด้านหนึ่งประชาชนกำลังขาดความเชื่อมั่นในสื่อสาธารณะ แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นโอกาสและความท้าทายให้เราดึงความเชื่อมั่นกลับมา ซึ่งเราก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มพนักงานและศรัทธาในตัวเอง เราเริ่มทำงานผ่านทีมมากขึ้นเพราะเราเชื่อในคุณค่าของสร้างผู้นำแบบรวมหมู่ ทำให้ผู้คนรู้สึกภูมิใจกับการเป็นผู้นำร่วมกัน”  

แม้ว่าภาพที่คนภายนอกมองเห็นผู้บริหารหญิงท่านนี้จะดูเหมือนเป็นผู้หญิงตัวเล็กที่ไม่กล้าสู้รบปรบมือกับใคร ทว่า เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามที่รออยู่ข้างหน้ามากมาย เธอก็พร้อมยืนหยัดต่อสู้ด้วยหัวใจที่เข็มแข็งเพื่อนำพาองค์กรเดินหน้าต่อไปโดยไม่หวาดกลัวว่าตนเองจะบาดเจ็บล้มลงระหว่างทาง

เราตัดสินใจเข้ามาแล้ว เข้ามาโดยที่รู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์ในองค์กรนี้เป็นยังไง ถ้าไม่อยากเจอก็ไม่ควรเข้ามาแต่แรก เราเป็นคนตัดสินใจเข้ามาเอง นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ท้อไม่ได้ เราก็ต้องพยายามลุกขึ้นเดินต่อไป เช่น มองมุมบวกของคน และต้องเป็นหลักให้คนในองค์กรนี้รู้ ซึ่งเราส่งสัญญาณบอกพนักงานตลอดว่าพวกคุณไม่ต้องห่วง ผอ.  ไม่ว่าจะยังไงเราจะไม่ทิ้งพวกคุณ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรารับก่อนเสมอ ซึ่งเราพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแบบนี้จริงๆ และเราเชื่อมั่นในพลังของมนุษย์ที่พร้อมจะพัฒนาศักยภาพให้ดีขึ้นและเคารพคุณค่าของมนุษย์ทุกคน

ตลอดเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาของการนั่งเก้าอี้ผู้บริหาร อุปสรรคขวากหนามและพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามาอาจทำให้เธอซวนเซไปบ้าง แต่เมื่อพายุผ่านไป เธอจึงเริ่มมองเห็นดอกไม้เริ่มผลิบานในใจตนเองและผู้คนรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ

“ทุกวันนี้คิดว่าตัวเองนิ่งและมั่นคงมากขึ้น เพราะเราเริ่มปรับตัวและสามารถจัดสรรเวลาชีวิตตนเองได้ดีขึ้น รับมือกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันอย่างมีสติมากขึ้น ไม่ร้อนรนกับปัญหาที่ผ่านเข้ามา แต่ค่อยๆ มองและแก้ไขไปทีละอย่างแบบไม่กดดันตัวเองมากนัก  เราเรียนรู้หรือมีศิลปะที่ทำงานกับคนแต่ละแบบได้มากขึ้น เราไม่ได้ตัดสินใจโดยพละการและไตร่ตรองมากขึ้น สิ่งที่ทำให้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นทุกวัน  คือ เราสัมผัสได้ถึงพลังและกำลังใจที่คนในที่ทำงานส่งมาให้เรามากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับเพราะเราเก่ง แต่เขายอมรับให้เรานำเขาและคอยเป็นกำลังใจให้เรา”

ทุกๆ เช้าก่อนเริ่มต้นงานวันใหม่  ผู้บริหารหญิงตัวเล็กแต่แฝงด้วยความมุ่งมั่นนำพาสื่อคุณภาพของสังคมไทยก้าวไปข้างหน้าคนนี้มักยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่9 ด้านหลังโต๊ะทำงานว่า

 “ขอให้ลูกได้ใช้ความสามารถและความเพียรพยายามนำพาองค์กรนี้ให้ทำประโยชน์สูงสุดให้แก่แผ่นดินเพราะนี่คือเป้าหมายสูงสุดที่ลูกเข้ามารับหน้าที่นี้” 

(ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค ดร.วิลาสินี พิพิธกุล)

 

 

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ก้าวย่างเพื่อชีวิตไร้สารพิษของปรกชล อู๋ทรัพย์

คุณรู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้มีทารกบางคนเกิดมาพร้อมกับสารเคมีจากยาฆ่าหญ้าตกค้างในขี้เทา หรืออุจจาระของทารกแรกคลอดที่สะสมตั้งแต่เป็นตัวอ่อนอายุสามเดือนและคนใกล้ตัวของเราต่างเป็นโรคมะเร็งกันมากขึ้นทุกวัน เพราะเราอยู่ท่ามกลางอาหารที่มีสารพิษรอบตัว และดูเหมือนเราจะหลีกเลี่ยงชีวิตที่เต็มไปด้วยสารพิษได้ยากเหลือเกิน

ท่ามกลางปัญหาที่ดูยากจะแก้ไข ปรกชล อู๋ทรัพย์ หญิงสาวตัวเล็กผมซอยสั้นแววตามุ่งมั่นกลับมีความฝันอยากเห็นคนไทยห่างไกลจากสารพิษมากขึ้น เธอตัดสินใจเข้ามาทำงานรณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของภาครัฐเพื่อชีวิตไร้สารพิษของคนไทยในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือไทยแพน (Thai-PAN)

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

อุ๊ มดงานตัวจิ๋วแต่แจ๋ว

ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์

ย้อนกลับไปเมื่อ 32 ปีก่อน  เด็กหญิงกรองแก้ว ชัยอาคม หรือ อุ๊ ลืมตาดูโลกด้วยขนาดตัวใหญ่กว่าฝ่ามือเพียงนิดเดียว ด้วยขนาดตัวเล็กจิ๋ว หูได้ยินเสียงแผ่วเบา และเสียงเล็กแหลมเหมือนเด็กน้อย เธอจึงรู้สึกอายไม่กล้าคุยกับใครจนคนส่วนใหญ่คิดว่าเธอเป็นคนใบ้

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเรียน เด็กหญิงตัวจิ๋วมักกลับถึงบ้านพร้อมคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนบนสองแก้ม เพราะถูกเพื่อนล้อเลียน แกล้งตีและผลักเป็นประจำจนกลายเป็นตัวตลกประจำห้อง แต่หากย่างเท้ากลับเข้าบ้านเมื่อไหร่  อ้อมกอดของพ่อแม่จะคอยทำหน้าที่เป็นผืนทรายแห่งความรักคอยซับน้ำตาให้เหือดแห้งไปอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ

ด้วยความยากจนเด็กหญิงตัวจิ๋วจึงเริ่มช่วยหารายได้จุนเจือครอบครัวตั้งแต่ยังอยู่ในชุดนักเรียน และต้องออกจากโรงเรียนหลังเรียนจบระดับชั้นประถมเพื่อทำงานให้มากขึ้น เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้เธอจะมอบให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณด้วยความเต็มใจและพร้อมทำงานหนักเอาเบาสู้แม้ว่าสภาพร่างกายจะเล็กแกร็นกว่าคนวัยเดียวกันก็ตาม

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

เกตุวดี Marumura นักเขียนไทยหัวใจญี่ปุ่น

“เวลาไปญี่ปุ่นไม่ได้รู้สึกว่าไปเที่ยว แต่รู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง เพราะมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นั่นมาก”

 “เกตุวดี Marumura” ถ่ายทอดความรู้สึกต่อประเทศญี่ปุ่นผ่านรอยยิ้มสดใส หากดูเพียงชื่อประกอบกับใบหน้าผิวพรรณ เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจผิดว่าเธอมีเชื้อสายญี่ปุ่นอย่างแน่นอน แต่ความจริง เธอคือนักเขียนไทยหัวใจญี่ปุ่นเจ้าของเพจ “เกตุวดี Marumura” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 7 หมื่นคน รวมทั้งยังเป็นคอลัมนิสต์ให้สื่อออนไลน์และมีผลงานรวมเล่มพ็อคเก็ตบุ๊คที่ตีพิมพ์มาแล้วหลายเล่ม และยังเป็นด็อกเตอร์ด้านการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ คือชื่อจริงของนักเขียนหญิงคนเดียวกันนี้

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ร้านยิ้มสู้….คาเฟ่ของคนหัวใจไม่พิการ

บนถนนอรุณอมรินทร์ ซอย 39 มองจากถนนใหญ่เข้าไปด้านในไม่ถึง 20 เมตร จะเห็นคาเฟ่สองคูหาดีไซน์ทันสมัยตั้งอยู่ ก่อนเปิดประตูเข้าไปด้านในมีกระดาษเขียนว่า

  “กรุณาเลือกโต๊ะก่อนสั่งอาหารที่เคาน์เตอร์”

พอเปิดประตูเข้าไป บรรยากาศร้านเงียบสงบ มีเสียงพูดคุยของลูกค้าเบาๆ แต่ไม่มีเสียง “สวัสดี” จากพนักงานเหมือนร้านอาหารทั่วไป    เราเดินไปเลือกโต๊ะที่ว่าง พร้อมดูหมายเลขโต๊ะก่อนเดินไปสั่งอาหารที่เคาน์เตอร์ พนักงานสาวหน้าตาน่ารักสองคนยืนส่งยิ้มให้แต่ไกล แม้ไม่มีเสียงพูดเปล่งออกมา เราก็เข้าใจได้ถึงมิตรภาพที่พวกเธอมอบให้

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

สายใยความสุขในองค์กรแห่งการรับฟัง

พนักงานอาจจะไม่ได้คิดอย่างที่เราคิด

คำบอกเล่าของคุณณรงค์ ออศิริชัยเวทย์ CEO (ประธานบริหารสูงสุด) บริษัทยงเจริญศูนย์เครื่องเขียน ธุรกิจค้าส่งเครื่องเขียนของคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่คู่เมืองไทยมายาวนานกว่า 50 ปี โดยเติบโตมาในย่านสำเพ็ง ไชน่าทาวน์บางกอก
และยังยืนหยัดต่อสู้ modern trade (ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่) อย่าง Office Mate หรือ makro ได้

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ทำทัวร์บนความชั่วคราว เบาใจเมื่อได้ส่งต่อ

คุณศุภกิจ ซื้อตระกูล ลูกศิษย์พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เจ้าของศุภกิจทัวร์ ซึ่งเป็นทัวร์แนวธรรมะที่มีสโลแกนคุ้นหูว่า ‘คุณธรรมนำการท่องเที่ยว’ เมื่อเราขอเข้าไปสัมภาษณ์เขาเกี่ยวกับความสุขวงในเกี่ยวกับการทำงาน ก็ได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาจากเจ้าของทัวร์ว่า “พี่ก็ไม่ได้มีความสุขนะ ก็ไม่รู้นะว่าจะช่วยได้แค่ไหน แต่ก็ยินดีครับ” ต่างจากคำนิยมที่เราได้ฟังจากลูกทัวร์หลายๆ ท่านที่ไปร่วมทัวร์กับเขามา ที่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ากลับมาด้วยรอยยิ้มและความอิ่มเอิบใจ

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...