บทความล่าสุด

ถนนแห่งความสุขของ Life Coach

ชีวิตทุกคนล้วนต้องการก้าวเดินไปสู่จุดหมายปลายทางที่ฝันไว้ แต่เรามักจะเจอทางแยกหลากหลายเส้นทางจนบางครั้งเดินอ้อมไปไกล หรือหลงทางไปสู่จุดหมายที่ไม่ได้ใฝ่ฝันจนความสุขในชีวิตลดลงเรื่อยๆ กลายเป็นคนที่ตื่นเช้าไปทำงานด้วยความซังกะตายไปวันๆ เพราะขาดแรงบันดาลใจที่จะก้าวไปสู่ปลายทางที่เคยฝันไว้  

คุณทัศนีย์ จารุสมบัติหรือ โค้ชอ้อม หญิงวัยห้าสิบเก้าปีคนนี้เคยเป็นคนหนึ่งที่เดินวกวนอยู่บนเส้นทางที่ “ไม่ใช่ความสุข” มากว่าครึ่งชีวิต  จนวันหนึ่งตัดสินใจหยุดเดินไปบนถนนสายเดิมด้วยการลาออกจากงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อมาเป็นแม่บ้าน ระหว่างที่ “หยุดพัก” เธอจึงเริ่มมองเห็น “ทางเลือกใหม่” ให้ลองก้าวเดิน จนได้ค้นพบความสุขที่ตามหามาเนิ่นนานด้วยอาชีพ “Life Coach”

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ปลูกรัก…ปลูกตัวตนให้เติบโต

คุณรู้หรือไม่ว่า จิตของมนุษย์มีดีเอ็นเอที่สามารถถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว จนกลายเป็น แบบแผนของบุคลิกหรือการเลี้ยงดูที่ถูกส่งต่อจากคนรุ่นก่อนสู่คนปัจจุบัน และบางเรื่องอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่เป็นปัญหาโดยที่คุณไม่รู้จะเริ่มแก้ไขได้อย่างไรจนกว่าจะมีคนถอดรหัสพฤติกรรมดังกล่าวเพื่อให้คุณค้นพบต้นตอที่แท้จริงของปัญหา ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่ชีวิตที่มีความสุขมากยิ่งขึ้น 

ดร.พงษธร ตันติฤทธิศักดิ์ หรือ คุณเอ๋ นักจัดกระบวนการเรียนรู้ (กระบวนกรและอาจารย์อภิฤดี พานทอง หรือ คุณกิ๊ก นักจิตวิทยา ทั้งคู่ร่วมก่อตั้งบริษัทปลูกรัก องค์กรซึ่งทำหน้าที่พัฒนาระดับจิตให้กับผู้คนมายาวนานกว่าสิบปีบอกเล่าถึงดีเอ็นเอของจิตมนุษย์ให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ไอคิโด…เรียนรู้การแพ้เพื่อชนะ

เมื่อพูดถึงศิลปะการป้องกันตัว  ไอคิโดเป็นศาสตร์ที่คนไทยยังไม่นิยมแพร่หลายมากนัก หากเทียบกับเทควันโดหรือกีฬาประเภทอื่นๆ ที่มีการแข่งขันทั่วไป เพราะไอคิโดเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ไม่มีการแข่งขันกับผู้อื่น แต่เป็นศาสตร์ของการ “แข่งขันกับตนเอง” โดยผู้เรียนจะได้ค้นพบกับความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจตนเองมากขึ้นจนรู้ว่า “ศัตรูที่แท้จริง” ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก “ความคิด” ของตัวเรานั่นเอง

รักชนก ชยุตม์กุล หรือ ครูป๋อม เริ่มฝึกไอคิโดตั้งแต่ปี 2538 หรือ 22 ปีที่แล้ว ในเวลานั้นเธอต้องทำงานลงชุมชนตามเทือกเขาสูงและชนบทห่างไกล จึงอยากเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวเอาไว้ใช้ยามตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัย แต่หลังจากเริ่มต้นศึกษาศาสตร์ไอคิโด เธอก็เริ่มหลงรักศาสตร์นี้อย่างจริงจัง และมุ่งมั่นฝึกฝนจนสามารถสอบเลื่อนขั้นจนถึงสายดำ ซึ่งเป็นลำดับสูงสุดของการเรียนไอคิโดและใช้ชีวิตเป็นครูสอนไอคิโดในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2545 มาจนถึงปัจจุบัน

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ลมหายใจแห่งความสุขของครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ

เมื่อเอ่ยชื่อครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีปและเจ้าของรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะปี 2521   หลายคนคงนึกถึงผู้หญิงตัวเล็กแววตามุ่งมั่นกล้าต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวชุมชนแออัดหรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “สลัมคลองเตย”  ตลอดเวลากว่าห้าสิบปีที่ผ่านมา ผู้หญิงคนนี้ทำหน้าที่ “ครู” ทุกลมหายใจเข้าออก เฝ้ามองหาโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้นให้กับเด็กด้อยโอกาสมากที่สุดของเมืองหลวง เพราะรอยยิ้มของเด็กๆ เป็นดั่งอากาศอันสดใสที่ทำให้ทุกเช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความสุขและมีกำลังใจต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนด้อยโอกาสมาตลอดชีวิตของครูวัยกว่าหกสิบปีท่านนี

“เราพยายามแสวงหาช่องทางที่จะช่วยบรรเทาปัญหาของผู้ยากไร้ อยากทำสิ่งที่ขาดหายไปจากสังคมไทย คือความเท่าเทียมกันในสังคม”

ครูประทีปทำงานในชุมชนคลองเตยมาตั้งแต่เรียนจบเป็นครูมาจนถึงปัจจุบัน

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ภารกิจเพื่อจิตอาสารามาธิบดี

เช้าวันจันทร์ ณ ห้องประชุมกลุ่มจิตอาสา โรงพยาบาลรามาธิบดี

“เดี๋ยวน้องคนนี้ไปช่วยงานแผนกพับผ้าสำหรับห้องผ่าตัด ส่วนคนนี้ไปแผนกไปรษณีย์ อีกคนหนึ่งไปห้องอาหารนะคะ”

เสียงคุณธานัท อนินชลัย หรือคุณฝน พยาบาล ผู้ดูแลโครงการจิตอาสา รามาธิบดี กำลังทำหน้าที่แจกจ่ายงานจิตอาสาให้กับอาสาสมัครในโรงพยาบาลรามาธิบดีซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่มีคนใช้บริการมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองกรุงเทพฯ เธอเข้ามาทำงานประจำที่โรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาโดยเริ่มจากงานสร้างเสริมสุขภาพและร่วมดูแลฟาร์มสร้างสุขเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรแถวรังสิต คลอง13 เลิกใช้สารเคมีก่อนจะย้ายมาดูแลโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มดำเนินงานมายาวนานกว่าสิบปีจนกลายเป็นภารกิจที่น่าภาคภูมิใจของโรงพยาบาลแห่งนี้ในปัจจุบัน

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ความสุขจากการมองโลกด้วยหัวใจของ “ต่อพงศ์ เสลานนท์”

“พ่อแม่ที่มีลูกย่อมหวังจะได้พึ่งพิงยามแก่เฒ่า แต่ความหวังนี้ได้พังทลายลงหลังจากผมกลายเป็นคนตาบอด  ผมรู้สึกกดดันเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัว และไม่อยากให้ทุกคนหมดหวัง  มันเป็นจุดสะเทือนใจ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผมมีจุดหมายว่าผมต้องกลับมาเป็นที่พึ่งของพ่อแม่และคนรอบข้างให้ได้”

ต่อพงศ์ เสลานนท์ หรือ “เติ๊ด” บุตรชายคนสุดท้องของครอบครัวเสลานนท์บอกเล่าเหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตครั้งสำคัญจากเด็กหนุ่มตาดีสู่เด็กหนุ่มตาบอดในวัยเพียง 16 ปีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนมกราคมปี 2535  ในวันนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในก้นบึ้งหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นแสงสว่างจากขอบฟ้าส่องลงมาแม้เพียงนิดเดียว

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

เชฟเต้น…หญิงสาวผู้หลงรักขนมหวาน

จุดเริ่มต้น…สำหรับบางคนเพราะโอกาส แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างหากไม่มีความรัก และความพยายามจนถึงฝั่งฝัน เส้นทางเดินกว่าจะได้เป็นเชฟขนมหวานของทะเลจันทร์ บุณยรักษ์ หรือ “เต้น” อาจเริ่มต้นด้วยโอกาสที่ดีกว่าคนอีกหลายคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จจะโปรยด้วยกลีบกุหลาบอันหอมหวานเสมอไป เพราะหากเธอไม่ได้มีหัวใจรักการทำขนมหวานจนหมดใจแล้ว เธอก็อาจไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของร้านขนมสไตล์ฝรั่งเศสที่หลายคนอยากแวะไปลิ้มลองมากที่สุดร้านหนึ่งในทุกวันนี้อย่างแน่นอน

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ความสุขของการบริหารสื่อคุณภาพของ ดร.วิลาสินี พิพิธกุล

เมื่อเอ่ยถึงสื่อสาธารณะที่มีคุณภาพของสังคมไทย ชื่อ “ไทยพีบีเอส” จะต้องติดอยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ ที่ผู้ชมนึกถึงอย่างแน่นอน  การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการของ ดร.วิลาสินี พิพิธกุล เมื่อปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องท้าทายผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งมากทีเดียว ท่ามกลางความรับผิดชอบพนักงานนับพันคนและผู้ชมหลายสิบล้านคนทั่วประเทศ ผู้บริหารหญิงแววตาอ่อนโยนคนนี้นำพาองค์การสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ไปในทิศทางใด และเธอก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างไร เราจะพาคุณไปค้นหาคำตอบด้วยกัน

 “หนึ่งในวิสัยทัศน์ตอนสรรหาผู้บริหารสถานี คือ เราจะใช้หัวใจความเป็นมนุษย์ในการบริหารองค์กร มันอาจจะฟังดูเป็นนามธรรมสักหน่อย แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการแสดงเจตจำนงของเราว่า เรามุ่งมั่นเข้ามาเพื่อทำงานกับเขา ให้เกียรติเขา ส่งเสริมพวกเขาให้ได้ทำงานเต็มที่ เพราะเราจะพูดตลอดเลยว่า ผู้บริหารอย่างเรา มาแล้วก็ไป แต่ที่นี่คือบ้านของคุณ คุณรู้จักบ้านหลังนี้ดีกว่าเราเยอะ เราเข้ามาเพื่อที่จะมาสนับสนุนให้พวกคุณเดินต่อได้อย่างแข็งแรง เราก็พยายามส่งสัญญาณอย่างนี้อยู่ตลอดและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เราจริงใจต่อเขาและใช้หัวใจความเป็นมนุษย์ในการทำงานจริงๆ”

ดร.วิลาสินีกล่าวถึงหัวใจการทำงานในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของสื่อคุณภาพตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาทำหน้าที่นี้

ตลอดระยะเวลาการทำงานกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้บริหารหญิงคนนี้พยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอคือสมาชิกในครอบครัวเดียวกับพนักงานทุกคน โดยพยายามลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานให้มากที่สุด

“เราไม่เลือกมีรถประจำตำแหน่ง ขับรถมาทำงานเองและจอดในที่จอดเดียวกับพนักงาน ถ้าเจอใครก็จะทักทายพูดคุย พยายามทำให้เห็นว่า เราเปิดอยู่เสมอ บอกทุกคนว่ามีอะไรก็มาคุยกับเราได้ อีกอย่างเราก็ไม่ได้มาจากประสบการณ์ของคนทำข่าวร้อยเปอร์เซ็นต์ จะให้เดินเข้าไปคลุกอยู่ในห้องข่าวเป็นประจำก็คงไม่ดีนักเพราะไม่อยากให้เกิดภาพผู้บริหารลงมาแทรกแซงการทำงาน”

หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน พายุลูกแรกก็ซัดโหมกระหน่ำเข้ามาเพราะเธอเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในช่วงครบรอบปีที่ 10 ของสถานีพอดี และกฎหมายขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือที่รู้จักกันว่า “ไทยพีบีเอส” ระบุไว้ว่า เมื่อครบ 10 ปีต้องทบทวน พ.ร.บ. โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ

จุดสำคัญคือเราเข้ามาในยุคที่อุตสาหกรรมสื่อปรับตัวกันเยอะมาก เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปรับองค์กรให้มีความคล่องตัว ใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับลดพนักงานในตำแหน่งที่ไม่จำเป็นลง วางยุทธศาสตร์ให้รับมือความเปลี่ยนแปลงของสื่อให้รวดเร็วที่สุด นี่เป็นความท้าทายที่ถาโถมเข้ามา

แน่นอนว่าการทำงานบริหารคนย่อมมีผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ แต่ด้วยความเป็นคนมองโลกในแง่ดีและมองเห็น “โอกาสในปัญหา” มากกว่าเห็น “ปัญหาในโอกาส” เธอจึงเลือกใช้ความท้าทายเป็นตัวกระตุ้นให้พนักงานพยายามพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าให้สอดคล้องกับโลกของสื่อยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

“เราเลือกใช้สองมาตรการในการปรับองค์กรให้มีขนาดเล็กลง คือการเกษียณอายุการทำงานก่อนกำหนด หรือ early retire  กับการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายให้กับพนักงานแต่ละคนอย่างชัดเจน เช่น ภายในปี 61 เราต้องมีแพลทฟอร์มสื่อใหม่มากขึ้น และต้องปรับวิธีการทำงานให้คล่องตัวมากขึ้น จากเดิมออกไปทำข่าวแต่ละครั้งต้องยกกองออกไป เปลี่ยนเป็นนักข่าวคนเดียวทำงานได้หลายหน้าที่ เราต้องพยายามทำให้พนักงานเห็นทิศทางบวกกับทิศทางลบไปพร้อมกัน  คือ ถ้าไม่ทำก็จะเจอวิกฤติ ถ้าเดินทางนี้อาจต้องท้าทายต้วเอง แต่เราก็เห็นทางบวก”

นโยบายสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานใหม่ในยุคของผู้บริหารหญิงท่านนี้ คือ การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบเป็นแท่ง ต่างคนต่างทำงานภายในแผนกตนเองสู่การทำงานแบบ “Content base”  หรือเอาเนื้อหาเป็นตัวตั้งเพื่อให้คนทำงานสามารถทำงานร่วมกันกับแผนกอื่นที่ทำประเด็นเดียวกันได้

 เมื่อก่อนต่างคนต่างทำงานในแท่งของตนเอง ตอนนี้เราพยายามผ่าตัดให้ทำงานแบบ content base  แต่ก็ยังทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเราคัดเลือกจากคนที่อาสาอยากเปลี่ยนแปลงและคนที่มีแววพร้อมจะเปลี่ยน ตอนนี้ยังอยู่ในกลุ่มนำร่องปี 61  โดยเราเตรียมความพร้อมทั้งด้านการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพก่อนที่จะเปลี่ยนสายงาน ถ้าใครปรับตัวไม่ได้ และประเมินไม่ผ่านก็คงต้องได้รับการพิจารณาให้ออก โดยเราไม่ได้ให้ออกในทันทีแต่จะส่งสัญญาให้รู้ก่อนทั้งเชิงบวกและเชิงลบ คือ ถ้าคุณกล้าท้าทายตัวเอง คุณจะมีโอกาสเติบโต แต่ถ้าคุณไม่ปรับตัว คุณก็ต้องพบกับวิกฤติอะไรบ้าง

ในฐานะผู้บริหารที่ต้องดูแลพนักงานนับพันคน การทำให้ทุกคนพึงพอใจคงไม่ใช่เรื่องง่าย พายุอารมณ์จากความรู้สึกของพนักงานที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันจึงเป็นเรื่องที่เธอต้องรับมือด้วยหัวใจเข้มแข็ง พายุลูกใหญ่ที่ทำให้เธอแทบล้มทั้งยืนถาโถมเข้ามาหลังจากรับตำแหน่งผู้บริหารได้เพียงห้าเดือน เมื่อคณะกรรมการนโยบายมีมติงดให้ “เงินรางวัลพิเศษ” หรือรู้จักกันทั่วไปว่าโบนัสในปีนั้นพอดี

“ในฐานะที่เราเป็น ผอ. เราต้องทำให้พนักงานยอมรับและเข้าใจ แม้ว่าเราจะชี้แจงล่วงหน้าก่อนหลายเดือน แต่ก็ยังมีคนคาดหวังว่าจะได้  สิ่งที่ทำได้ในเวลานั้น คือ พยายามพลิกวิกฤติเป็นโอกาส จากความรู้สึกไม่พอใจสู่การสร้างความท้าทายตัวเองร่วมกันว่าเราใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่าได้อย่างไร ถ้าเราช่วยกันลดค่าใช้จ่ายจนมีเงินเหลือ ในวันข้างหน้าเราอาจได้รับเงินรางวัลพิเศษอีกก็ได้ คนที่เข้าใจก็มาให้กำลังใจ แต่คนที่ไม่เข้าใจก็โจมตีเราเยอะมากจนเกือบถอดใจ เพราะไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ไม่เสียใจเท่าโดนตำหนิเรื่องไม่เห็นแก่พนักงาน”

ท่ามกลางสื่อมากมายในโลกปัจจุบัน การสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้ผู้ชมเลือกเปิดช่องไทยพีบีเอสนับเป็นสิ่งที่ท้ายทายมากที่สุดของการนั่งเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดของสถานี การมองปัญหาอย่างรอบด้านและรับฟังความคิดเห็นจากทุกคนคือหัวใจสำคัญที่ผู้บริหารหญิงคนนี้เลือกนำมาใช้ในการบริหารงาน

“เราเป็นสื่อสาธารณะ ต้องบริหารเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากข้างนอกด้วย ขณะเดียวกันเราก็ต้องทำให้พนักงานภูมิใจเมื่อออกไปข้างนอกแล้วได้รับคำชื่นชมว่าเป็นสถานีโทรทัศน์คุณภาพ  ในด้านหนึ่งประชาชนกำลังขาดความเชื่อมั่นในสื่อสาธารณะ แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นโอกาสและความท้าทายให้เราดึงความเชื่อมั่นกลับมา ซึ่งเราก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มพนักงานและศรัทธาในตัวเอง เราเริ่มทำงานผ่านทีมมากขึ้นเพราะเราเชื่อในคุณค่าของสร้างผู้นำแบบรวมหมู่ ทำให้ผู้คนรู้สึกภูมิใจกับการเป็นผู้นำร่วมกัน”  

แม้ว่าภาพที่คนภายนอกมองเห็นผู้บริหารหญิงท่านนี้จะดูเหมือนเป็นผู้หญิงตัวเล็กที่ไม่กล้าสู้รบปรบมือกับใคร ทว่า เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามที่รออยู่ข้างหน้ามากมาย เธอก็พร้อมยืนหยัดต่อสู้ด้วยหัวใจที่เข็มแข็งเพื่อนำพาองค์กรเดินหน้าต่อไปโดยไม่หวาดกลัวว่าตนเองจะบาดเจ็บล้มลงระหว่างทาง

เราตัดสินใจเข้ามาแล้ว เข้ามาโดยที่รู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์ในองค์กรนี้เป็นยังไง ถ้าไม่อยากเจอก็ไม่ควรเข้ามาแต่แรก เราเป็นคนตัดสินใจเข้ามาเอง นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ท้อไม่ได้ เราก็ต้องพยายามลุกขึ้นเดินต่อไป เช่น มองมุมบวกของคน และต้องเป็นหลักให้คนในองค์กรนี้รู้ ซึ่งเราส่งสัญญาณบอกพนักงานตลอดว่าพวกคุณไม่ต้องห่วง ผอ.  ไม่ว่าจะยังไงเราจะไม่ทิ้งพวกคุณ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรารับก่อนเสมอ ซึ่งเราพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแบบนี้จริงๆ และเราเชื่อมั่นในพลังของมนุษย์ที่พร้อมจะพัฒนาศักยภาพให้ดีขึ้นและเคารพคุณค่าของมนุษย์ทุกคน

ตลอดเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาของการนั่งเก้าอี้ผู้บริหาร อุปสรรคขวากหนามและพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามาอาจทำให้เธอซวนเซไปบ้าง แต่เมื่อพายุผ่านไป เธอจึงเริ่มมองเห็นดอกไม้เริ่มผลิบานในใจตนเองและผู้คนรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ

“ทุกวันนี้คิดว่าตัวเองนิ่งและมั่นคงมากขึ้น เพราะเราเริ่มปรับตัวและสามารถจัดสรรเวลาชีวิตตนเองได้ดีขึ้น รับมือกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันอย่างมีสติมากขึ้น ไม่ร้อนรนกับปัญหาที่ผ่านเข้ามา แต่ค่อยๆ มองและแก้ไขไปทีละอย่างแบบไม่กดดันตัวเองมากนัก  เราเรียนรู้หรือมีศิลปะที่ทำงานกับคนแต่ละแบบได้มากขึ้น เราไม่ได้ตัดสินใจโดยพละการและไตร่ตรองมากขึ้น สิ่งที่ทำให้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นทุกวัน  คือ เราสัมผัสได้ถึงพลังและกำลังใจที่คนในที่ทำงานส่งมาให้เรามากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับเพราะเราเก่ง แต่เขายอมรับให้เรานำเขาและคอยเป็นกำลังใจให้เรา”

ทุกๆ เช้าก่อนเริ่มต้นงานวันใหม่  ผู้บริหารหญิงตัวเล็กแต่แฝงด้วยความมุ่งมั่นนำพาสื่อคุณภาพของสังคมไทยก้าวไปข้างหน้าคนนี้มักยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่9 ด้านหลังโต๊ะทำงานว่า

 “ขอให้ลูกได้ใช้ความสามารถและความเพียรพยายามนำพาองค์กรนี้ให้ทำประโยชน์สูงสุดให้แก่แผ่นดินเพราะนี่คือเป้าหมายสูงสุดที่ลูกเข้ามารับหน้าที่นี้” 

(ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค ดร.วิลาสินี พิพิธกุล)

 

 

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ครูคณิตจิตอาสานอกรั้วโรงเรียน

ใครทำงานประจำวันจันทร์ถึงศุกร์มักจะอยากให้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ไวๆ เพื่อหาเวลาพักผ่อนนอนเอกเขนกอยู่บ้านชิลล์ ชิลล์  แต่สำหรับผู้ชายรูปร่างผอมบางใส่แว่นตาที่มีชื่อจริงว่า สิทธิพงษ์  ติยเวศย์ หรือ ครูไก่แจ้ กลับเลือกเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปตามหาความสุขด้วยการเป็น “ครูคณิตจิตอาสา” ให้กับนักเรียน กศน. หรือ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)  เพราะการได้พบกับนักเรียนตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงผู้สูงอายุคือ “โลกใบเล็ก” ที่ซ้อนทับอยู่ใน “โลกใบใหญ่” ของสังคม  สังคมของคนเรียน กศน. คือ สังคมของคนที่ “สร้างโอกาสให้ตนเอง” เพื่อชีวิตที่ดีกว่าหรือเพื่อเติมเต็มความฝันวัยเยาว์ที่ขาดพร่องไป ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยความทุ่มเททั้งหัวใจเท่านั้น หากยังสอน “วิชาชีวิต” ให้นักเรียนทุกคนเห็นคุณค่าในตนเอง  วันอาทิตย์ของเขาจึงไม่ใช่วันหยุดพักผ่อนธรรมดา หากเป็นวันหยุดอันมีค่าที่เติมเต็มความสุขในหัวใจทั้งนักเรียนและครูคณิตจิตอาสาคนนี้ด้วยเช่นกัน

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

สุขกายสุขใจ ปั่นไปไม่ทิ้งกัน

เมื่อพูดถึงความสุขของคนขี่จักรยาน การได้นั่งบนหลังอานปั่นจักรยานด้วยสองเท้าไปข้างหน้านับเป็นความสุขที่ทุกคนสัมผัสได้ไม่ยาก แต่ทว่า หากการปั่นมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสุขให้ผู้อื่นด้วยแล้วละก็ คนปั่นคงจะมีความสุขเป็นสองเท่าทวีคูณอย่างแน่นอน เหมือนดังเช่นความสุขของคุณญาณิศา เอกมหาชัย หรือ คุณนี หนึ่งในนักปั่นจักรยานโครงการ “ปั่นไปไม่ทิ้งกัน” นำพาคนตาบอดขี่จักรยานสองตอนมุ่งหน้าจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่เพื่อระดมทุนสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่เมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา เธอเป็นหนึ่งในนักปั่นจิตอาสาที่มักปั่นร่วมงานการกุศลนับตั้งแต่เกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพกายของเธอแข็งแรงกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เกษียณแล้วอยู่บ้านเฉยๆ สุขภาพใจของเธอก็ยังแข็งแรงตามไปด้วยเช่นกัน 

 

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

เปิดโลกการเรียนรู้ธรรมะและธรรมชาติแบบไร้พรมแดน

“ฉันรักธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองใช้เวลากับกิจกรรมกลางแจ้งตลอดเวลา เพราะฉันชอบสำรวจธรรมชาติ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ฉันมักสงสัยว่าสัตว์ป่าอยู่กันอย่างไร ฉันชอบพืชพันธุ์ที่เกิดจากธรรมชาติมากกว่าพืชที่ปลูกขึ้นโดยมนุษย์ ” Lynne Myers  หรือ “ลีน” หญิงชาวอเมริกันผู้หลงรักธรรมชาติเล่าประสบการณ์วัยเด็กในรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกาให้เราฟัง

ครอบครัวเธออาศัยอยู่ชานเมืองจนกระทั่งเธออายุได้เก้าขวบ จึงย้ายไปอยู่ที่บ้านในชนบทท่ามกลางป่าเขาที่ยังบริสุทธิ์ทำให้เธอมีโอกาสสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และใช้ธรรมชาติช่วยเยียวยาบาดแผลในใจอันเกิดจากสมาชิกในครอบครัวเกือบทุกคนมีความผิดปกติทางจิตประสาทและอารมณ์(mental disorder)กล่าวคือ แม่เป็นไบโพล่าร์ ส่วนพี่น้องสามคนเป็นโรคเครียด

“ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ ฉันจะเลือกอยู่กับธรรมชาติ ฉันรู้ว่าธรรมขาติดูแลฉัน ทำให้ฉันรับมือปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี เวลาถึงฤดูใบไม้ผลิ ฉันจะชอบออกไปดูดอกไม้ป่าผลิบานและทักทายกับดอกไม้”

ลีนเล่าเหตุการณ์ประทับใจวัยเด็กที่ยังแจ่มชัดมาจนถึงทุกวันนี้ว่า เธอมักชอบปีนป่ายขึ้นไปนั่งเล่นบนต้นไม้จนครั้งหนึ่งเธอได้เฝ้าดูครอบครัวหมาป่าที่พ่อแม่ออกไปหาอาหารและนำกลับมาป้อนลูกๆ ด้วยตาตนเอง

“พวกมันก็ไม่ได้ระแวงที่ฉันนั่งดูบนต้นไม้ จนฉันรู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหมาป่าไปเลย” ลีนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ด้วยความรักธรรมชาติอยู่ในสายเลือดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเธอจึงเลือกเรียนเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ เมื่อเรียนจบได้ทำงานเป็นอาจารย์เธอก็ทำหน้าที่ออกแบบหลักสูตรปริญญาโทให้กับมหาวิทยาลัยไมอามี่ ซึ่งสามีของเธอก็เป็นอาจารย์สอนในสาขาชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน นอกจากนี้เธอยังสนใจศึกษาแนวคิดทางพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เธอจึงพานักศึกษาจากดินแดนตะวันตกจำนวน 20 คนมาสำรวจธรรมชาติในประเทศไทยเป็นระยะเวลาสิบวันติดต่อมากันมานานนับสิบปี

“สถานที่เป้าหมายหลักของเรา คือ เขาใหญ่ แต่ระหว่างทาง เราแวะที่ รพ.อภัยภูเบศร์ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน และเชื่อมโยงให้เห็นว่าชาวบ้านที่หันมาปลูกสมุนไพรที่ปราศจากสารเคมีช่วยรักษาผืนดินและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างไร เราเปิดโอกาสให้นักศึกษาพูดคุยกับเกษตรกรที่เลิกใช้สารเคมีว่าส่งผลดีกับสุขภาพอย่างไร” 

หลังจากจากนั้นลีนจึงพานักศึกษาเข้าไปสัมผัสธรรมชาติที่เขาใหญ่ โดยมีทีมนกเงือกของ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการพาเดินป่าและเชื่อมโยงให้เห็นว่าแนวคิดทางพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติเกี่ยวข้องกันอย่างไร ซึ่งนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติระหว่างการเดินป่า ลีนมักแนะนำให้ทุกคนได้สัมผัสกับดิน น้ำ ก้อนหินด้วยผัสสะในร่างกายมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งการดมกลิ่นใบไม้  การมองสีเขียวของผืนป่า และการฟังเสียงแมลงเล็กๆ หรือเสียงน้ำตกดังสะท้านป่า หลังจากนั้นจึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาแบ่งปันประสบการณ์สู่กันฟัง

เมื่อเดินทางไปถึงกลางป่าที่เงียบสงบ ลีนจะให้ทุกคนได้สัมผัสธรรมชาติตามลำพังประมาณสามชั่วโมงโดยไม่ให้พกมือถือ หนังสือ กล้องถ่ายรูป หรือกล้องส่องทางไกลติดตัวไป เพื่อให้พวกเขามีสมาธิจดจ่ออยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยทุกคนจะได้รับการสอนให้ทำสมาธิหลายแบบ ทั้งแบบการเคลื่อนไหว 14 จังหวะตามแนวหลวงพ่อเทียน แบบตามดูลมหายใจเข้าออก และการเดินจงกรม ลีนบอกว่า ช่วงเวลานี้นับเป็นประสบการณ์สำคัญที่นักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เพราะส่วนใหญ่ทุกคนจะอยู่กับเทคโนโลยีในเมืองใหญ่มากกว่าธรรมชาติ

มันเป็นโอกาสที่เราจะเปิดตัวเองสู่ธรรมชาติ มันทรงพลังมาก ราวกับเรากำลังทำสมาธิกับธรรมชาติ เพราะการปล่อยให้เขาได้อยู่ตามลำพังจะทำให้เขาได้ยินเสียงธรรมชาติชัดเจนมากขึ้น ความสุขของฉัน คือ การได้เห็นนักศึกษาสามารถเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ได้สัมผัสธรรมชาติที่แตกต่างจากในอเมริกา นศ.ส่วนใหญ่ที่มาเรียนคลาสนี้มีพื้นฐานรักธรรมชาติอยู่แล้ว ฉันดีใจที่พวกเขาได้เชื่อมโยงตนเองจนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มากกว่าการแค่เฝ้ามองดูธรรมชาติจากภายนอก

ลีนเล่าประสบการณ์ตอนอายุสิบขวบให้ฟังว่า เธอเคยปีนต้นไม้เพื่อนั่งมองดูพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงเดินกลับบ้านเธอหันหลังกลับไปดูพระอาทิตย์ตกมองย้อนกลับไปผ่านทุ่ง ท้องฟ้า แสงสุดท้าย นาทีนั้นเธอสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และทรงพลังของธรรมชาติจนรู้สึกว่าไม่มีตัวตนของเธออยู่ในนั้น เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าอันกว้างใหญ่จริงๆ

หญิงสาวจากดินแดนตะวันตกผู้หลงรักประเทศไทยมายาวนานนับสิบปีกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยที่เธอเห็นชัดเจนคือ สภาพอากาศที่ไม่เหมือนเดิม

          “ปกติฉันมาอยู่เมืองไทยปีละสองถึงสามเดือน สิ่งที่เห็นความเปลี่ยนแปลงคือ สภาพอากาศ เมื่อสองปีที่แล้ว ฉันกลับไปที่เขาใหญ่และต้องตกใจว่า เสียงน้ำตกที่เคยดังก้องป่าเงียบหายไป ฉันถามคนขับรถว่าทำไมเสียงเงียบจัง คนขับบอกว่า สภาพอากาศปีนั้นแห้งแล้งมากจนทำให้ไม่มีน้ำตกเหมือนทุกปี  ฉันรู้สึกเลวร้ายมากที่ได้ยินแบบนั้น ฉันรักเมืองไทยมาก ฉันรู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของฉัน ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับมาทุกปี”

        ทุกวันนี้ลีนยังคงเดินเข้าป่าอยู่เป็นประจำเพราะเธอรู้สึกว่าธรรมะและธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน การได้เรียนรู้ธรรมะสอนให้เธอใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น รวมทั้งธรรมชาติยังเป็นครูสอนให้เธอมองสิ่งต่างๆ ในแง่บวก

“ยิ่งฉันใช้เวลากับธรรมชาติมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งรับรู้ความจริงมากขึ้นเท่านั้น เวลาที่อยู่กับธรรมชาติทำให้ฉันคิดได้ว่าสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวและความเลวร้ายต่างๆ ที่เราเจอนั้นเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่มาแล้วก็ไป เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเอามาเป็นอารมณ์ ธรรมชาติสอนให้ฉันมองโลกในแง่ดี ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้สัมผัสธรรมชาติ ฉันรู้สึกผ่อนคลาย มีความเบิกบาน ความสงบ มันเป็นสิ่งวิเศษมาก”

ขอบคุณภาพจากวิเศษ บำรุง

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

เรียนรู้วิทยาศาสตร์แสนสนุกกับครูชาลี

เมื่อนึกถึงห้องเรียนวิทยาศาสตร์ทุกคนคงจินตนาการภาพห้องแล็บ มีหลอดแก้วทดลอง กล้องจุลทรรศน์ แต่ “ห้องเรียน” วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กมัธยมของครูชาลี มโนรมณ์ แห่งโรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนทางเลือกแถวหน้าของเมืองไทยกลับเป็นสายน้ำ ภูเขา ท้องทะเล ผืนทราย และโลกใบใหญ่รอบตัว นักเรียนของครูชาลีต้องแบกเป้หนักอึ้งเพื่อเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรร่วมไปกับขบวนธรรมยาตราเพื่อเรียนรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างเส้นทาง เด็กวัยรุ่นที่เคยชินกับโลกออนไลน์ต้องถูกตัดขาดจากโทรศัพท์มือถือเพื่อนอนหลับในเต้นท์ท่ามกลางป่าเขา มองดูท้องฟ้าและหมู่ดาวแทนแสงสีฟ้าจากจอมือถือ พวกเขาได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์จาก “โลกใบใหญ่” พร้อมกับเรียนรู้ “โลกใบเล็ก” ฟังเสียงหัวใจของตนเองไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่ครูชาลีสอนลูกศิษย์จึงไม่ใช่ “ความรู้” หากเป็น “การเรียนรู้” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด โดยมีครูเป็น “เพื่อนร่วมทาง” มิใช่ “ผู้สอนสั่ง” ให้ปฏิบัติตามเพียงอย่างเดียว

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ดูแลหัวใจตัวเองกับนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน

“เวลาที่เพื่อนเราทำผิดพลาด เรายังให้กำลังใจเขา แต่ทำไมเราจะให้อภัยและให้กำลังใจตัวเองเวลาที่ตัวเราทำพลาดบ้างไม่ได้ล่ะ”

Benjamin Weinstein หรือ “เบน”  นักจิตวิทยาชาวอเมริกันกล่าวถึงเป้าหมายของการอบรมเรื่อง “การให้ความเมตตาต่อตนเอง” ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษให้กับกลุ่มคนทำงานจิตอาสาหรือคนทำงานด้านสังคมในเมืองไทยมาตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา เขากล่าวถึงเหตุผลที่อยากจัดอบรมให้กลุ่มคนทำงานตรงนี้ว่า คนทำงาน “เพื่อคนอื่น” มักละเลยการดูแลหัวใจตนเอง จนทำให้ขาดความสุขในการทำงานเพราะมักคาดหวังว่าตนเองควรช่วยเหลือคนให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่   

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

โนรา…รอยยิ้ม…และการโบยบินของผีเสื้อวัยเยาว์

อย่าให้ชุมชนขาดศิลปะ เพราะศิลปะช่วยขัดเกลาจิตใจคนให้มีความสุขได้

เสียงกลอง ฉิ่ง ฉับ กรับ โทน ที่ประสานกันดังขึ้นจากฝีมือการบรรเลงของกลุ่มผู้สูงอายุ ส่งเสียงเรียกร้องให้สายตาหลายคู่หันไปจับจ้องด้วยความสนใจ หลายครอบครัวจูงลูกจูงหลานเดินยิ้มร่าเข้าไปให้กำลังใจถึงหน้าเวทีจำลองเล็ก ๆ ที่เป็นเพียงแผ่นไม้ยกสูงขึ้นกว่าสนามหญ้าเพียงไม่กี่นิ้ว เสียงปรบมือดังขึ้นรัวเมื่อเพลงพื้นบ้านภาคใต้เพลงสุดท้ายบรรเลงจบ ก่อนที่รอยยิ้มผู้ชมจะคลี่บานขึ้นอีกครั้ง พร้อม ๆ กับการมาถึงของเด็กหญิงตัวน้อยผู้ออกมาทั้งร้องและร่ายรำท่วงทำนอง ‘โนรา’ ศิลปะประจำถิ่นของภาคใต้ เทริดน้อย ๆ บนศีรษะขยับไหวเป็นจังหวะ พร้อมผ้าห้อยสีสันสดสวยที่ปลายเล็บของนิ้วน้อย ๆ ขยับกรีดกรายคลี่ให้บานสวยราวกับปีกของผีเสื้อที่พร้อมจะโบยบินไปตามความฝัน สมดังชื่องานพัทลุงยิ้มปีนี้ ….‘ปล่อยให้ผีเสื้อโบยบิน’….

สำหรับผู้มาเยือน ภาพการแสดงโนราของเด็กน้อยที่เห็นนี้ อาจเป็นเพียงความเพลิดเพลินที่จุดรอยยิ้มด้วยความเอ็นดู แต่สำหรับ ‘นธี แสงอำไพ’ แกนนำเยาวชนอาสาเครือข่ายพัทลุงยิ้ม จ.พัทลุง แล้ว โนราที่เด็กน้อยกำลังร่ายรำ คือ ‘สื่อสร้างสรรค์’ ที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมร้อยศรัทธาของชุมชนและความฝันของเยาวชนเข้าไว้ด้วยกัน

          เราต้องถ่ายทอดโนราต่อให้เด็ก สร้างพื้นที่ให้เด็กได้มีโอกาส ถ้าเด็กมาเรียนรู้วัฒนธรรม มาทำงานศิลปะ มาทำงานอาสาสมัคร มันจะช่วยลดปัญหาความรุนแรงได้

จากเยาวชนจิตอาสา…สู่โนรามืออาชีพ

ย้อนกลับไปเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ด.ช.นธี แสงอำไพ ก็เหมือนเด็กคนอื่น ๆ ใน ต.นาโหนด ที่วิถีชีวิตวนเวียนอยู่กับการเรียนและเล่นสนุก จนกระทั่งได้มาพบกับกลุ่มเครือข่ายพัทลุงยิ้ม ที่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนอย่างนธีได้พบตัวตนและความฝันอีกด้านหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน

“เริ่มแรกเรามาเป็นเด็กค่าย ค่ายเป็นพื้นที่อิสระให้เด็กได้ค้นหาและพัฒนาตัวเอง การเรียนในระบบโรงเรียนทำให้เราได้เรียนรู้ส่วนหนึ่ง แต่กิจกรรมทำให้เราได้ค้นพบและพัฒนาตัวเอง” นธีเล่าถึงจุดเริ่มต้น

งานของเครือข่ายพัทลุงยิ้ม โดยการสนับสนุนของ สสส. คือการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชนให้เด็กและเยาวชนอาสาสมัครในชุมชน ได้มีพื้นที่ทั้งเชิงกายภาพและพื้นที่ทางความคิดในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ครั้งนั้นนธีและเพื่อน ๆ ทำกิจกรรมลงไปค้นหา ‘ขุมทรัพย์’ ในชุมชน จนได้ค้นพบกับศิลปะการร่ายรำที่เต็มไปด้วยพลังและสีสันของท่วงทำนองเร้าใจที่ชื่อว่า ‘โนรา’ ศิลปะการแสดงล้ำค่าที่อยู่คู่กับชาวพัทลุงมาเนิ่นนาน

“ตอนที่เราเห็นโนราครั้งแรก ตอนนั้นเราค้นพบตัวเองว่าเราชอบ 2 อย่างแน่ ๆ หนึ่งคืองานอาสาสมัคร เรารู้สึกว่างานอาสาสมัครช่วยพัฒนาตัวเรา สองคืองานศิลปวัฒนธรรม ทีนี้พอเราได้ลงไปเรียนรู้เห็นข้อมูลโนราชัดเจน เราก็หลงรักในทันที”

เมื่อความชอบเดินทางมาพร้อมกับโอกาส ก็ไม่มีอะไรที่จะหยุดความฝันของนธีอีกต่อไป นธีเดินหน้าไขว่คว้าหาความฝันและเส้นทางของตัวเอง หนึ่งเส้นทางคือการเป็นจิตอาสาทำงานพัฒนาชุมชน สองคือการทำอาชีพที่ตัวเองรัก และแน่นอน ‘โนรา’ คือสิ่งที่เชื่อมทั้งสองเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน

“เราขอเลือกเส้นทางที่เรารักคือการเป็นโนราและทำงานเพื่อชุมชนไปด้วยพร้อมกัน เราใช้โนราเป็น ‘สื่อ’ เอาโนราเข้าไปในการทำงานเพื่อชุมชน แล้วก็เอาการทำงานเพื่อชุมชนเข้ามาในอาชีพโนรา เราพบว่าเวลาไปทำงานอาสาเพื่อชุมชน โนราจะเป็นสื่อที่เชื่อมใจของคนในชุมชนไว้ด้วยกัน”

โนราวันนี้….ทุกพื้นที่คือเวทีและโอกาส

          การเดินไปจนบรรลุความฝันของตัวเอง อาจไม่ท้าทายเท่าการได้ไปจุดประกายให้คนอื่นได้เดินตามฝัน วันนี้นธีในวัย 26 ปี ออกร่ายรำในฐานะโนราอาชีพและแกนนำกลุ่มพัทลุงยิ้ม เขย่าเคลื่อนความฝันให้น้อง ๆ ในชุมชน ได้ออกเดินทางค้นหาความฝันของตัวเองด้วยเช่นกัน วันนี้พื้นที่บ้านลานยางยิ้ม เกาะทัง จ.พัทลุง เกิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนโนรา ดึงโนรามืออาชีพมาสอนรำและร้องให้กับเด็กและเยาวชน ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของโนราสายท่าแค พัทลุง ที่เน้นการเรียนเฉพาะเป็นรายบุคคลทั้งร้องและรำในคนเดียวกัน ทำให้วันนี้โนราน้อยในชุมชนสามารถนำความสามารถด้านโนราที่ร่ำเรียนไปใช้แสดงด้วยตนเองได้ในทุกที่

“น้องเยาวชนที่แสดงในงานพัทลุงยิ้มชื่อน้องพลับพลึง” นธีเล่าให้เราฟังถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่แสดงเดี่ยวโนราในงานพัทลุงยิ้ม

คุณพ่อของน้องเป็นอัยการจังหวัด น้องพลับพลึงเคยไปแสดงรำโนราให้คนในคุกได้ดู เพราะคุณพ่อของน้องเชื่อว่า ศิลปวัฒนธรรมจะช่วยลดความรุนแรงในสังคมได้

นธีเรียนรู้ว่าเขาและชุมชนได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีมากมาย ทั้งองค์กรอย่าง สสส. เครือข่ายพื้นทีนี้ดีจัง เครือข่ายพัทลุงยิ้ม เปิดโอกาสให้เยาวชนอย่างเขาได้เห็นโลกกว้าง ให้ลูกหลานในชุมชนได้เติบโตเป็นคนดี นธีเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เด็กและเยาวชนต้องการคือ ‘โอกาส’ คนในชุมชนเองก็ต้องการโอกาส วันนี้เขาจะใช้โอกาสที่เขามีสื่อสารออกไปเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชุมชนและสังคม

          ผมหวังว่าวันหนึ่งงานพัฒนาชุมชนที่เราทำ ศิลปวัฒนธรรมที่เราช่วยกันสืบทอด จะช่วยจรรโลงคนในชุมชนและสังคมได้ เสียงดนตรีจะดังมากกว่าเสียงปืนหรือเสียงตีกันของน้อง ๆ เยาวชน หวังให้วัฒนธรรมยังคงอยู่เป็นสุนทรียะในชุมชน อย่าให้ชุมชนขาดศิลปะ เพราะศิลปะช่วยขัดเกลาจิตใจคนให้มีความสุขได้

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ส่งมอบความรักศิลปะสู่คนรุ่นใหม่จากใจครูเป้ สีน้ำ

ณ โรงเรียนธรรมชาติบ้านริมน้ำ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

เด็กหนุ่มวัยมัธยมร่างสูงโปร่งสวมแว่นตากำลังนั่งหลังงอก้มหน้ากดดูโทรศัพท์มือถือตามประสาวัยรุ่นทั่วไประหว่างนั่งรอครูสอนศิลปะเตรียมอุปกรณ์วาดรูปอยู่ในบริเวณเดียวกัน พอถึงเวลาเริ่มเรียนพื้นฐานการวาดรูป หนุ่มน้อยเงยหน้าขึ้นมองครูแต่หลังยังโก่งงอเหมือนเดิม ครูจึงกล่าวตักเตือนให้เปลี่ยนอริยาบทใหม่ก่อนเริ่มสอน

“นักวาดรูปต้องไม่นั่งก้มหน้า หลังงอ เพราะจะทำให้องศาในการวาดเปลี่ยน เด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยก้มหน้ามองมือถือ ชอบนั่งหลังงอ เสียบุคลิกภาพ และส่งผลต่อการวาดรูปด้วย”

น้ำเสียงจริงจังของครูทำให้หนุ่มน้อยรีบยืดตัวนั่งหลังตรง  แววตาครูสอนศิลปะที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแสดงความห่วงใยศิษย์อย่างจริงใจ  ไม่ว่านักเรียนที่มาตามหาความสุขจากการวาดรูปที่โรงเรียนธรรมชาติบ้านริมน้ำแห่งนี้จะเป็นรุ่นเล็กวัยอนุบาลหรือรุ่นสูงวัย ทุกคนล้วนสัมผัสได้ถึง “ความปรารถนาดี” จากครูสอนศิลปะที่ชื่อ “ครูเป้ สีน้ำ” ได้เป็นอย่างดี

“ครูรู้ดีว่าเด็กไม่ชอบให้โดนตำหนิ  แต่มันต้องเป็นความกล้าหาญของครูที่จะยอมให้ลูกศิษย์เกลียดหรือโกรธ ถ้าครูดุเด็กถึงความบกพร่องจนเขาโกรธ แล้วไม่ลืมความบกพร่องตรงนี้ ความโกรธก็จะเป็นประโยชน์  ความยากของการเป็นครู คือ จิตวิญญาณความเป็นครูไม่มีขาย ถ้าเรามีกล่องดวงใจครูใส่ตู้หยอดเหรียญขายก็คงจะดี แค่เอาเหรียญไปหยอดตู้ เอากล่องดวงใจมาใส่ แล้วไปทำหน้าที่ครู ที่เหลือก็คงจะง่าย”

ครูเป้กำลังสอนเด็กๆ ที่มาเรียนศิลปะที่โรงเรียนธรรมชาติบ้านริมน้ำ (ขอบคุณภาพจาก FB โรงเรียนธรรมชาติบ้านริมน้ำ)

เรียนรู้สัจธรรมผ่านการวาดรูป

ถ้าใครเคยมี “ปมศิลปะ”  บอกกับตัวเองเสมอว่า “วาดรูปไม่สวย” แล้วได้มาเรียนวาดรูปกับครูเป้ รับรองว่า “ปม” ที่เคยถูกมัดไว้ในใจจะได้รับการคลี่คลายกลายเป็นความสุขจากการวาดรูปแทนเพราะครูสอนศิลปะท่านนี้มักจะบอกศิษย์ทุกคนว่า “ไม่มีใครวาดรูปไม่สวย”  ในโลกของศิลปะงานทุกชิ้นมีความงามในแบบของตนเอง คนที่กังวลใจคิดว่าตนเองวาดรูปไม่สวย แสดงว่าคนนั้นอยากเป็น “นักก้อปปี้ภาพ” ให้เหมือนต้นแบบ มากกว่า  อยากเป็น “จิตรกร”  ผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างอิสระ

ที่โรงเรียนธรรมชาติบ้านริมน้ำแห่งนี้มีหลักสูตรสอนศิลปะที่ออกแบบโดยครูเป้หลากหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะหลักสูตรสั้นวันเดียวจบหรือหลักสูตรยาวหลายวัน เด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ ครูสอนศิลปะท่านนี้สามารถถ่ายทอด “หัวใจ” ของการวาดรูปออกมาได้อย่างลึกซึ้ง จนสามารถ “คลี่คลายปม” ในใจของคนที่อยากวาดรูปแต่ใจไม่กล้าพอได้อย่างง่ายดาย

“เราต้องใช้หลักการวาดรูป ถ้าไม่มีหลักการ เราก็จะด้นไปตามที่เราเข้าใจ พอถึงระยะหนึ่งก็จะเริ่มเบื่อ แต่ถ้าเราวาดโดยมีความรู้และความเข้าใจในหลักการ เราจะไม่เคยรู้สึกเบื่อ เพราะเมื่อเราเข้าใจจากภายในจนเราวาดรูปได้แล้ว เราก็จะวาดได้ตลอดไป เหมือนคนว่ายน้ำเป็นหรือถีบจักรยานเป็นแล้วก็จะทำได้ไปตลอดชีวิต เพราะความรู้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถ้าใครฝึกเฉพาะทักษะโดยปราศจากความรู้ พอไม่ได้วาดนานๆ จะกลับมาวาดอีกทีอาจวาดไม่ได้แล้ว การทำงานแบบไม่มีหลักการจะไม่สามารถทำซ้ำแล้วได้ผลแบบเดิม กลายเป็นตำราหรือทฤษฎีไม่ได้ เป็นแค่ทักษะส่วนบุคคลที่ไม่สามารถสอนให้คนอื่นทำตามได้”

ครูเป้กำลังสอนเรื่องทฤษฎีการใช้สีน้ำก่อนพาลงเรือในคอร์สล่องเรือวาดรูป (เครดิตภาพ : วันดี สันติวุฒิเมธี)

หลักสูตรศิลปะของครูเป้จะเน้นการวาดรูปจากสิ่งที่มองเห็นในธรรมชาติ อาทิ ต้นไม้ สายน้ำ หรือวิวทิวทัศน์รอบๆ หลักการวาดรูปที่ทุกคนจะได้เรียน คือการวาดรูปภายในรูปทรงกลม ซึ่งเป็นวิธีฝึกวาดรูปสำหรับมือใหม่ที่ทำได้ไม่ยาก

“คำว่า ‘รูป’ คือสิ่งที่เราสัมผัสทางตา เป็น perspective ของแสง ดวงตาจึงเป็นเครื่องมือวาดรูปที่สำคัญ เราต้องบันทึกสิ่งที่สายตาเห็นตามแนวองศา ระยะ มิติ โดยเริ่มจากการวาดวงกลมตามกลุ่มของวัตถุที่ตามองเห็น พอได้กลุ่มแล้ว การทำงานของเราจะง่ายขึ้น เพียงแค่ใส่รายละเอียดย่อยลงไป เปรียบเหมือนการปลูกบ้านต้องกระจายออกทั้ง 360 องศา   เพิ่มน้ำหนักไปตามลำดับจากอ่อนไปเข้มตามสิ่งที่สายตามองเห็น ตรงไหนโค้งก็โค้ง หลักการสำคัญคือต้องอยู่ในความกลม เพื่อหาขอบเขตในพื้นที่ที่เราวาด ไม่ใช่เดินทางกลางทะเลทรายแบบไร้จุดหมาย”

หลังจากมองเห็นวงกลมของวัตถุซ้อนกันอยู่ในภาพแล้ว ครูเป้จะสอนให้ใส่รายละเอียดของกิ่งก้านใบ โดยทำความเข้าใจเรื่องแสงกับเงาก่อนลงมือวาด เพราะนี่คือ “หัวใจ” ของการวาดรูป ซึ่งหากใครเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะสามารถวาดภาพที่มีมิติได้อย่างสนุกมากขึ้น

“การสร้างภาพให้มีมิติของแสงที่แตกต่างกันทำได้โดยการเพิ่มความเข้มเข้าไปทีละชั้น ส่วนที่ถูกแสงสว่างมากก็ปล่อยเว้นไว้ ไม่ต้องเพิ่มน้ำหนัก ส่วนที่มีความเข้มก็วาดทับเข้าไปทีละชั้น จนกระทั่งความเข้มและความสว่างเกิดการ “เปรียบเทียบ” ชัดเจนมากขึ้นเอง ถ้าเราใส่น้ำหนักความเข้มอ่อนไม่ครบ ภาพก็จะไม่สมบูรณ์”

ครูเป้จะเริ่มต้นจากการมองวัตถุเป็นวงกลมก่อนลงรายละเอียดด้านใน (เครดิตภาพ : วันดี สันติวุฒิเมธี)

การสอนเรื่องมองทุกอย่างให้อยู่ในวงกลมและมิติของแสงนับเป็นก้าวแรกของการเข้าไปสัมผัสความสนุกจากการวาดรูปที่มือใหม่หัดวาดทุกคนสามารถลงมือทำได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องกังวลถึงความสวยเหมือนต้นแบบแต่อย่างใด รอยยิ้มผ่อนคลายจากการได้จับดินสอขีดเขียนลงบนกระดาษวาดรูปจึงค่อยๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของผู้เรียน เพียงไม่นานทุกคนก็ได้ภาพวาดที่สวยงามในแบบตนเอง ครูเป้จึงมักบอกลูกศิษย์เสมอว่า ทุกคนสามารถวาดรูปได้เพราะสิ่งที่ครูนำมาสอนเป็นทฤษฎีของธรรมชาติที่ทุกคนเข้าไปสัมผัสได้ด้วยตนเองเหมือนดังเช่นการค้นพบสัจธรรมในพุทธศาสนา

สิ่งที่เราสอนเป็น “สัจจะ” หรือทฤษฎีของธรรมชาติที่จิตรกรทุกคนทั่วโลกก็รู้สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ทฤษฎีของครูเป้ เหมือนสัจจะไม่ได้เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นของกลาง เพียงแต่พระพุทธเจ้าเข้าไปพบแล้วหาวิธีอธิบายได้ ศิลปะจึงใกล้เคียงกับศาสนาด้วยเหตุผลนี้

 

ครูเป้เป็นทั้งครูสอนศิลปะและคนขับเรือพานักเรียนไปวาดรูปริมน้ำ เจอวิวตรงไหนเหมาะสำหรับสอนวาดรูปวิว ครูเป้จะ “ดับเครื่องชน” ปล่อยเรือติดกอผักตบชวาริมตลิ่ง แล้วเริ่มเปิดคลาสกลางแม่น้ำทันที (เครดิตภาพ : วันดี สันติวุฒิเมธี)

ความสุขของครูสอนศิลปะ

จิตรกรบางคนอาจเลือกทำงานวาดภาพและขายภาพวาดเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับครูเป้กลับเลือกทำทั้งสองสิ่งควบคู่กันไป เพราะ “ความเป็นครู” อยู่ในดีเอ็นเอมาตั้งแต่เกิด

“ผมโตมาในครอบครัวที่พ่อ พี่ชาย น้องชาย และพี่สะใภ้เป็นครู ทำให้เรามีจิตวิญญาณความเป็นครูเต็มเปี่ยม และผมมีครูเยอะมาก แล้วผมก็รักครู ผมมีสำนึกกตัญญูกับครูที่ทุ่มเทสอนผมอย่างเต็มที่ พอถึงวันที่ผมอยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ผมก็เลือกที่จะเป็นครู ทำหน้าที่ถ่ายเทประสบการณ์ ส่งไม้ผลัดให้คนอื่นต่อไป ผมสอนมาเกินยี่สิบปีแล้ว ไม่เคยเบื่อการสอนเลย”

ครูเป้ถ่ายทอดสิ่งที่มุ่งหวังจากการเลือกทำหน้าที่ครูสอนศิลปะผ่านแววตามุ่งมั่นที่อยากส่งต่อประสบการณ์และความสุขจากการทำงานศิลปะไปสู่คนรุ่นต่อไป

เราชอบส่งต่อประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจต่อเนื่องไป แล้วก็ไม่ได้หวังผลสำเร็จในงานของตนเองว่าจะเป็นศิลปินนามอุโฆษ งานที่เราทำอยู่ มันช่วยเยียวยาจิตใจเราทุกครั้ง ทุกครั้งที่เราจรดพู่กัน เราก็ได้พบกับความสุขจากการจรดพู่กันจากภายในของเราทุกวัน มันเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจเราให้มีชีวิตอยู่ในวันต่อไป ถ้าตัดความทะเยอทะยานออกไปได้ ชีวิตก็เป็นสุข ไม่ดิ้นรน ไม่แข่งขัน แต่ในทางศิลปะ เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ศิลปะมันมีเสน่ห์ตรงนี้

ถ้าใครเคยพาลูกมาเรียนศิลปะกับครูเป้ สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่สัมผัสได้คือ นอกจากครูเป้จะทำหน้าที่ครูสอนศิลปะแล้ว ครูคนนี้ยังทำหน้าที่ “อบรมบ่มนิสัย” ราวกับเป็นพ่อคนหนึ่งเลยทีเดียว

“ผมเป็นกลาง ไม่ได้เอาใจเด็ก แล้วก็ไม่ได้ไม่เอาใจเด็ก ทุกคนมีอิสระ เราทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งต่างๆ พูดในสิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์กับเด็ก  ถ้าเด็กคนไหนง่วงนอน เราก็บอกให้ไปนอน ไม่ต้องถ่างตาเพราะเกรงใจครู ถ้าหายง่วงแล้วค่อยมาฟังต่อ พอหายง่วงก็สดชื่นขึ้น เราก็แค่บอกเด็กว่า ทีหลังอย่านอนดึก เด็กบางคนบอกว่าผมดุ แต่เราดุเพราะเราหวังดี เราต้องมีความกล้าที่จะยอมให้ลูกศิษย์เกลียดและโกรธ เราก็ใช้สิทธิความเป็นครู ส่วนใหญ่พ่อแม่จะชอบที่ผมดุแทน” (พูดแล้วยิ้มตาม)

ครูเป้พูดถึงสิ่งที่ต้องระวังในการสอนศิลปะสำหรับเด็กเล็กว่า ครูบางคนอาจทำให้เด็กหวาดกลัวมากเกินไปจนเด็กไม่มีความสุขกับการทำงานศิลปะ

“เวลาครูสอนให้เด็กฝึกวาดรูประบายสีให้อยู่ในภาพ ถ้าระบายเลยไปแล้วครูบอกว่าผิด เด็กคนนั้นอาจกลัวการวาดรูประบายสีไปเลย จริงๆ แล้วการระบายเลยออกไปนอกเส้นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะในความเป็นจริง เราจะมองเห็นสีจางๆ อยู่รอบๆ วัตถุเป็นเรื่องปกติ เหมือนน้ำหนักของแสงที่กระจายออกไป”

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการสร้างจินตนาการในงานศิลปะ ครูผู้มากประสบการณ์ตอบคำถามนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“จินตนาการไม่ใช่สิ่งที่คิดขึ้นมาแบบเลื่อนลอย แต่มันอาจเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความเป็นจริงอีกชั้นหนึ่ง เพียงแต่เป็นความจริงที่ไม่เคยมีคนศึกษามาก่อน เช่น ถ้าเราใช้กล้องถ่ายภาพเจาะเข้าไปถ่ายใกล้ๆ หนวดของแมลงตัวหนึ่ง แล้วขยายสเกลจากมดแมลงมาเป็นสเกลมนุษย์ คนที่ไม่เคยเห็นภาพใกล้ๆ ของหนวดแมลงก็จะเข้าใจว่านี่มันจินตนาการล้ำลึกมากเลย แต่เมื่อศึกษาสิ่งต่างๆ ไปสู่ความเป็นจริง เราอาจพบว่าจินตนาการมันซ้อนอยู่ในความเป็นจริงอีกที และมันถูกนำมาผสมผสานกับประสบการณ์กลายเป็นสิ่งใหม่ที่เราเรียกว่าจินตนาการ”           

ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครูอยากส่งต่อประสบการณ์ความรักงานศิลปะสู่คนรุ่นต่อไป ครูเป้จึงทำโครงการต้นกล้าศิลปะอบรมเด็กในต่างจังหวัดให้สนใจรักสิ่งแวดล้อมผ่านการทำงานศิลปะมาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว และยังคงมุ่งมั่นทำต่อไปเพราะต้องการใช้ความรู้และความรักในงานศิลปะตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่เกิดมา

ทุกวันนี้หลักสูตรกระทรวงศึกษาค่อยๆ ถอดวิชาศิลปะออกไปจากรั้วโรงเรียน แล้วเสริมวิชาที่ทำให้เด็กกลายเป็นหุ่นยนต์ ผมจึงทำโครงการจิตรกรรุ่นจิ๋วและโครงการต้นกล้าศิลปะ สอนให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม เอาศิลปะมาเป็นสะพานให้เด็กเข้าไปรับรู้ความงามของธรรมชาติ แล้วเกิดสำนึกหวงแหน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทำลายล้างธรรมชาติ นี่คืองานที่เราอยากจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ในฐานะที่เราเกิดในประเทศนี้ได้บ้าง

ขอบคุณภาพจาก FB โรงเรียนธรรมชาติบ้านริมน้ำ

ทุกวันนี้ครูเป้ยังคงมีความสุขกับการวาดรูปอยู่เสมอ และใช้การวาดรูปเป็นเครื่องพัฒนาจิตใจตนเองไปสู่หนทางพ้นทุกข์โดยไม่ต้องเข้าวัดปฏิบัติธรรมตามรูปแบบ

ถ้าวาดรูปอย่างมีหลักการ เราจะมีความเข้าใจมากขึ้นทุกครั้งที่ลงมือวาด เรียกว่าสอนตนเองได้  หรือ “จิตอบรมจิต”  ผมเติบโตไปเรื่อยๆ ไปในทางดิ้นรนหาวิธีพ้นทุกข์ มันยากที่คนจะพ้นทุกข์ แต่ถ้าเรามีการวาดรูปเป็นสิ่งคุ้มครองใจ ทำให้เราได้อยู่กับการพิจารณาตนเอง พิจารณาความเป็นจริง มันทำให้เรายอมรับความเป็นจริงได้มากขึ้น

“การวาดรูปของผมจะใช้จิตที่เป็นกลาง จิตที่มีแรงบันดาลใจจากความงาม การวาดรูปสำหรับผมคือความสุข คนเราควรหาอะไรสักอย่างที่ทำแล้วมีความสุข ผมได้ค้นพบสิ่งนี้มาตั้งแต่วัยเด็กและยังคงมีความสุขกับการวาดรูปจนถึงวันนี้

 

 

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...