เขียนเพลง บรรเลงชีวิต

เสียชาติเกิด

หากได้ยินคนพูดใส่หน้าเช่นนี้ ไม่พ้นต้องผงะหนี หากยิ่งคนนั้นเป็นครูหรือคนที่เคารพแล้วคงหน้าซีดเป็นไก่ต้ม

แต่ชายตรงหน้าบอกกับเราว่าเขาแค่ผงกหัวรับ “ครับๆ” แต่ในใจยังกึ่งรับกึ่งดื้อ จนมีคนมาพูดเช่นนี้บ่อยๆ ต่างกรรมต่างวาระเข้า เขาก็จำด้วยเหตุผล จึงรับว่าเขากำลังใช้ชีวิตอย่างเสียชาติเกิดจริงๆ ทั้งที่หากดูคุณสมบัติทั่วไปก็ดูพรั่งพร้อมไปทุกอย่าง

เขาเป็นชายอายุ 50 กว่า สุขภาพแข็งแรง มีฐานะดี เขาเป็นพ่อบ้านที่น่ารัก เมื่อภรรยาต้องทำงานที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อย เขาก็ยินดียุติงานที่ทำเพื่อดูแลลูกชายมา 10 กว่าปี… จะว่าไปแล้วก็ไม่น่าจะเรียกว่า ‘เสียชาติเกิด’ ได้เลยหากไม่ติดที่ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนักแสดง นักเขียนเพลง นักร้องที่มีชื่อเสียง และความสามารถเหล่านี้ยังมีเต็มเปี่ยมในตัวเขาอยู่ แม้ห่างหายจากวงการไป 20-30 ปีแล้วก็ตาม

ชายคนนี้ชื่อ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ หรือ เอก เขาเป็นทั้งนักแสดงละครเวที คนเขียนบทละคร เขียนเพลง นักจัดรายการวิทยุ นักร้อง มีผลงานเพลงชื่อ แดนศิวิไลซ์ คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต กดปุ่ม และร็อกกระทบไม้ เป็นต้น มีเพลงดังติดหูที่โด่งดังอย่าง อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ ทำใจลำบาก และร็อกระทบไม้ เป็นต้น และยังเป็นผู้ก่อตั้งค่ายเพลงอิสระ มิวสิคบั๊กส์ (Music Bugs) (2539)

และเพราะมีคำว่า ‘เสียชาติเกิด’ กรอกหูนี่เอง สุดท้ายเขากลับมาทำงานเพลงและงานแสดงอีกครั้งอย่างมีพลังและเข้มข้น ได้แก่ โปรเจ็คท์ ‘เผลอ The Album’ (2558) ซึ่งได้ทยอยปล่อยซิงเกิลออกมาหลายเพลงอย่าง ว่าง เผลอ และแค่ลมปาก เป็นต้น และการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง ‘ฉลาดแกมโกง’ และ ‘ป๊อปอาย มายเฟรนด์’ (2560) แถมยังมีแผนในอนาคตอีกมากมายทั้งงานเพลงและงานแสดงที่บอกเล่าไม่ได้ทั้งหมด

เราจึงอยากชวนมาดูว่าชาติเกิดของเขาเป็นเช่นไร และแรงบันดาลใจแบบไหนที่ทำให้ชีวิตของเขากลับมาโลดแล่นบนหน้าจออีกครั้ง

วัยเด็กธเนศเติบโตในชนบท แต่เมื่อล่วงเข้าสู่วัยรุ่น เขาต้องย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ ด้วยสภาพแวดล้อม ช่วงวัย และยุคสมัย เขาหันมาฟังเพลงสากลซึ่งใช้ภาษาเรียบง่าย แต่สัมผัสถึงความรู้สึก เมื่อฟังมากเข้าจึงลองหยิบกีต้าร์มาฝึกเอง แต่กลับมิได้วาดหวังว่าจะเป็นนักดนตรีมือหนึ่ง เขาชอบดีดไปเขียนเนื้อเพลงไปมากกว่า จึงมีบทเพลงมากมายไหลจากมือและกีต้าร์ของเขา ครั้นเข้าสู่วัยหนุ่มก็ลองไปสมัครเป็นนักแสดงละครเวทีเรื่องมัทนะพาธา นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ทำอะไรหลายอย่างในวงการบันเทิง จนสุดท้ายได้เป็นนักร้องนักแต่งเพลงชื่อดังที่เรารู้จักกัน

จริงๆ ผมมีธรรมชาติที่ชอบเขียนเพลงมากกว่าเป็นนักร้อง เพราะไม่ได้เอ็นเตอเทนคนไม่เก่งเลย ชอบร้องให้ตัวเองฟัง

ด้วยธรรมชาตินี้ในที่สุดเขาค่อยๆ ถอยมาเป็นคนเบื้องหลังในฐานะคนทำค่ายเพลง และสุดท้ายก็ลาลับออกจากวงการเพราะตัดสินใจมีลูก ด้วยภรรยาของเขาทำงานด้านสายการบินจึงไม่มีเวลามากนัก เขาตัดสินใจหยุดงานและสมัครใจทำหน้าที่ดูแลลูกเป็นหลัก และคิดว่าหลังจากนี้คงไม่ได้กลับไปอีกแล้ว

หากเป็นหนัง เรื่องก็ควรจะจบแค่นี้ แต่ไม่… วันหนึ่งลูกที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์ของเขาก็เติบโตเข้าสู่วัยประถม กลุ่มพ่อแม่จึงชวนกันไปเรียนรู้เรื่องต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ ซึมซับความเป็นไทย หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นคือการไปปฏิบัติธรรม ธเนศไปกับลูกด้วย แต่แทนที่ลูกจะได้ กลับเป็นคนพ่อเสียอีกที่ประทับใจไม่รู้ลืม

เมื่อก่อนเราสนใจพุทธแบบวัยรุ่น คือรู้งูๆ ปลาๆ คิดว่าถ้าเราพูดเรื่องแบบนี้ได้ เราจะเท่มากเลย แต่การฟังท่านวันนั้นทำให้เราเห็นภาพรวมของจิ๊กซอว์ที่วางปะปนกันในหัว แล้วท่านก็พูดว่า “การเดินทางไปสู่นิพพานง่ายนิดเดียว เจ็ดวันก็เห็นผล” เราก็ถามว่าจริงเหรอ ท่านก็ว่า จริง ลองดูไหมล่ะ

หลวงพ่อว่าเช่นนั้นแล้ว กลุ่มพ่อแม่จึงนัดกันมาปฏิบัติธรรม 7 วันในครั้งถัดไป

 

แต่นอกจากความสนใจส่วนตัว ธเนศพบว่าตลอดช่วงเวลา 6-7 ปีที่เลี้ยงลูก หลายครั้งเขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่สอนไป แน่ใจหรือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะหลายเรื่องในชีวิตจะแก้วิธี ก. ก็ได้ วิธี ข. ก็ดี วิธี ค. ก็ไม่เลว แล้วเรื่องอะไรจึงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่น่าจะสอนลูก เขาไปปฏิบัติธรรมพร้อมคำถามนี้

เจ็ดวันของการเข้าเงียบอยู่ลำพังและฝึกปฏิบัติ วันที่สามเขาเริ่มสัมผัสความสงบที่อยู่ลึกภายใน คุณภาพนั้นก่อให้เกิดปีติสุขที่ไม่เคยสัมผัส ด้วยความตื่นเต้น เขาแอบไปคุยเรื่องนี้กับเพื่อนลับหลังแต่ทันทีที่ทำเช่นนั้นภาวะความสงบสุขก็หายวับไปกับตา!

ผมพบว่ามันมาได้ก็ไปได้ แต่หัวใจก็คือผมพบว่าความสุขสงบที่แท้มีอยู่จริง และเป็นสิ่งที่ผมอยากแนะนำให้ลูกรู้จัก มนุษย์เราดิ้นรนทำสิ่งต่างๆ มากมาย เช่น หาเงินเยอะๆ เที่ยวรอบโลก มีแฟน เรียนสูงๆ ฯลฯ เพราะอยากมีความสุข แต่การทำสิ่งนี้ (การภาวนา) เราไม่จำเป็นต้องมีอะไรเลยก็มีความสุขได้ วันหนึ่งลูกผมอาจจะเจอความผิดหวัง ไม่มีเพื่อน ไม่มีแฟน เมียทิ้ง หมดตัว ฯลฯ เขาจะแก้ปัญหาอย่างไร ผมคิดว่าวิธีการนี้จะทำให้เขาจะพบความสุขข้างในได้ กลับมาตั้งหลักชีวิตใหม่ได้ แม้จะไม่มีอะไรติดตัวเลย

หลังจากนั้นเขาก็ได้อุปสมบทกับพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เดินทางไปประเทศอินเดียหนึ่งเดือนและตัดสินใจบวชต่อที่ประเทศไทย ในช่วงเดือนที่สามของการเป็นนักบวช เขาพบว่าตนเองมีศรัทธามั่นคง ในเดือนที่สี่เขาเริ่มไม่อยากสึก แต่พระอาจารย์กลับโบกมือไล่และบอกให้ไปเสีย เมื่อเรียนรู้จนเข้าใจแล้วก็กลับไปดูแลครอบครัวและทำประโยชน์ให้สังคม

ตอนที่บวช พระจะต้องหมั่นสังเกตความรู้สึกและการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง หลายคนจดบันทึก แต่เราจดบันทึกไว้ในใจ จนวันหนึ่งมันออกมาเป็นบทเพลง คำพูดต่างๆ ของเราจะมีจังหวะ มีคำคล้องจอง พอใส่ทำนองเข้าไปก็เป็นเพลง แล้วพอเป็นเพลงมันจะมีบทสรุปบางอย่าง พอเขียนเสร็จ เราก็เอาไปให้เพื่อนพระฟัง เขาก็บอกว่าดี มีประโยชน์มาก พอเพลงถึงหูพระอาจารย์ท่านก็บอกว่าดีให้จดไว้ พอทำไปเรื่อยๆ ท่านก็บอกว่าบันทึกเสียงไว้ ทำไปทำมา ท่านบอกให้กลับไปทำงานเพลงเถอะ เพราะถ้ามัวแต่เก็บไว้กับตัวก็เสียชาติเกิด

สุดท้ายเขาจึงกลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง โดยมีเพื่อนพี่น้องในวงการเพลงช่วยเหลือสนับสนุนให้งานของเขาเป็นไปได้จริง ช่วงนี้นี่เองที่เขาเริ่มเข้าใจคำพูดผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงที่กล่าวไว้ว่า ‘แฟนๆ เป็นผู้มีบุญคุณ’

เวลาฟังคำนี้เมื่อก่อนเราจะรู้สึกเฉยๆ บางครั้งก็ถามในใจว่ามันขนาดนั้นเหรอ เพราะสมัยก่อนเราก็มั่นใจในตัวเองว่าถ้างานเราดี แฟนเขาก็จะซื้อ เรากับแฟนไม่ได้มีบุญคุณต่อกันขนาดนั้น จนวันหนึ่งเราหายไปจากวงการ 20 กว่าปี มีคนถามถึงบ้าง พอตัดสินใจกลับมา ความรู้สึกของแฟนเพลงตอบกลับมาเยอะมาก ไม่ได้มากแค่ปริมาณแต่มากด้วยคุณภาพ เขาเข้าใจงานเรา รับแนวคิดเราได้ จึงเกิดสำนึกว่าเขาให้เกียรติและโอกาสกับเรามาก มันทำให้เกิดพลังจากข้างใน เกิดความตั้งใจว่าจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา

คำว่า ‘มีบุญคุณ’ จึงไม่ใช่ความหมายเดียวกับที่เราเคยคิดหรือฟังๆ มา เพราะนอกเหนือจากเรื่องเงิน เขาเป็นพลังให้เรา พลังของเขาส่งมาให้เราทำงานที่ดีอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ สุดท้ายมันแปลงกลายเป็นงานที่ส่งไปให้เขา ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่งานของเอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ แต่เป็นงานของแฟนๆ ที่มอบสิ่งดีงามให้กับเรา จนมันเป็นพลังให้ผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ หากว่ามันเป็นงานจากเราแค่คนเดียว เราก็แค่แต่งๆ เพลง ทำอัลบั้ม ได้เงิน จบ

‘เผลอ The album’ กลับมาอีกครั้งในปี 2558 แม้ว่าเนื้อเพลงจำนวนมากจะเกิดในช่วงที่เขาบวชเรียน แต่เอกก็ไม่ได้นิยามว่าเพลงที่เขาทำเป็นเพลงธรรมะ นี่ไม่ใช่การเทศนา ไม่ใช่เพลงเพื่อทำสมาธิ แต่เป็นการบันทึกเรื่องราวชีวิตของเขา ที่มีคำร้องและท่วงทำนองแบบป๊อปร็อกที่เราคุ้นหู เพียงแต่ว่าเนื้อหาของเพลงเหล่านั้นอาจโน้มนำไปสู่ความเข้าใจตนเองได้ นอกจากนี้เขายังจัด ‘เผลอ The concert’ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นของร็อกโอเปร่า เป็นทั้งคอนเสิร์ตและละครเพลง พร้อมกับความพิเศษคือเพลงเหล่านั้นล้วนไม่เคยโปรโมทที่ไหนมาก่อน

 

เมื่อถามเขาว่าต่อไปว่า “ทุกวันนี้มีความปรารถนาที่จะสร้างงานแบบไหนต่อไป” เขาคิดชั่วครู่และตอบกลับมาว่ากิจและงานทุกอย่างในชีวิตต่อจากนี้ ไม่ว่าจะคุยงาน กินข้าว เลี้ยงลูก เล่นละคร หรือทำเพลง เขาตั้งใจเพื่อทำให้เกิดความสุขอันเนื่องจากความสงบ แม้ว่าบางครั้งอาจพบอุปสรรคต่างๆ เช่น เสียงดัง อากาศร้อน มีคนทะเลาะกัน ฯลฯ เขาจะพยายามกลับมาทำจิตใจให้สงบสุข โดยหวังใจว่าความสงบสุขเล็กๆ ของเขาก็จะแผ่ขยายไปยังคนอื่นและช่วยสร้างงานที่ดีได้

พี่ใช้แกนการสังเกตตัวเองเป็นหลัก ถ้าทำอะไรแล้วไม่สบายใจ เช่น หลง มึน งง เศร้า ซึม อิจฉา ฯลฯ ก็แปลว่าไม่ปกติละ พี่จะไม่ทำอะไรให้มีความรู้สึกแบบนี้มีมากขึ้น พอยิ่งสังเกตก็เห็นว่าเราแทบจะไม่ปกติเลย แต่การสังเกตเห็นก็คือเส้นทางไปสู่ความปกติ เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดว่าเราปกติ ทั้งๆ ที่ใจเราไม่ปกติเลย

 


  • หากท่านสนใจงานเพลงของเขา ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/ธเนศ-วรากุลนุเคราะห์
  • นอกจากนี้กลุ่มลูกศิษย์ของพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ยังได้รวมตัวกันหลวมๆ ในชื่อ ‘ด้วงแมงแสดงธรรม’ โดยให้กลุ่มศิษย์ที่เป็นฆราวาสหญิงมาร้องเพลงประสานเสียง แต่ในระยะหลังเนื่องจากธุระที่ไม่ตรงกัน จึงปรับเปลี่ยนเป็น ‘เห็นธรรมเมื่อฮัมเพลง กับ (ชื่อนักร้อง)’ โดยมีนักร้องมืออาชีพและมือสมัครเล่นมาร้องเพลงภาวนาสดทุกวันพระใหญ่หรือกิจกรรมขนาดใหญ่ของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ โดยมี เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เป็นอาสาสมัครของกลุ่มนี้ด้วย หากสนใจกิจกรรมดังกล่าว ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/buddhadasaarchives
แชร์เลย~
0
เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
Simple Follow Buttons
Simple Share Buttons
ปิดโหมดสีเทา