ทำทัวร์บนความชั่วคราว เบาใจเมื่อได้ส่งต่อ

คุณศุภกิจ ซื้อตระกูล ลูกศิษย์พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เจ้าของศุภกิจทัวร์ ซึ่งเป็นทัวร์แนวธรรมะที่มีสโลแกนคุ้นหูว่า ‘คุณธรรมนำการท่องเที่ยว’ เมื่อเราขอเข้าไปสัมภาษณ์เขาเกี่ยวกับความสุขวงในเกี่ยวกับการทำงาน ก็ได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาจากเจ้าของทัวร์ว่า “พี่ก็ไม่ได้มีความสุขนะ ก็ไม่รู้นะว่าจะช่วยได้แค่ไหน แต่ก็ยินดีครับ” ต่างจากคำนิยมที่เราได้ฟังจากลูกทัวร์หลายๆ ท่านที่ไปร่วมทัวร์กับเขามา ที่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ากลับมาด้วยรอยยิ้มและความอิ่มเอิบใจ

ทำไมลูกทัวร์ที่ได้ไปกับศุภกิจทัวร์กลับมาแล้วรู้สึกดี

เวลาทำทัวร์เราจะเจอคนเยอะ ต่างคนต่างที่มา ต่างคนต่างมีความหวังกับทัวร์ แต่จริงๆ แล้วทุกคนต้องการความเป็นธรรมชาติ คือผิดพลาดได้ ไม่ใช่สำเร็จได้นะ เหมือนเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่ต้องมีฟอร์ม อันนี้เขาจะมีความสุข คือทุกคนทำตัวเป็นธรรมชาติได้ หลายๆ บริษัทจะมองลูกค้าเป็นลูกค้า แต่ผมมองว่าเขาเป็นเพื่อน ไม่ใช่ลูกค้า เสมือนเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน และสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความปลอดภัยเราก็ให้เขาตรงนี้

เขาให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพยายามสร้างอะไรขึ้นมาเพื่อให้คนมีความสุข ก็ปล่อยให้ได้สุขทุกข์กันจริงๆ ทำให้ยอมรับได้ว่ามันไม่ได้มีความสุขตลอด ลูกทัวร์กลับมาด้วยความประทับใจ เพราะมันคือธรรมชาติ รู้สึกดีกว่าทัวร์ที่มันมีพร้อมไปหมด

มาทำศุภกิจทัวร์ได้อย่างไร

จะบอกว่าไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลยนะ มันจำเป็นต้องทำ ก่อนหน้านี้ช่วยงานพระอาจารย์นวลจันทร์ ด้วยความที่ทางบ้านอยากให้ทำงาน แต่ตัวเองก็ไม่อยากทำงานประจำ เพราะยังอยากช่วยงานพระอาจารย์ ก็หางานไป จนมีลูกศิษย์พระอาจารย์กำลังจะเปิดบริษัททัวร์ใหม่ ต้องการคนไปช่วยงาน แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจหรอก คิดว่าอาชีพอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ทัวร์ เพราะภาษาอังกฤษไม่ได้ นั่งก็แต่รถทัวร์ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน แต่เขามองว่าไอ้นี่ดี ไม่โกงแน่ ดูเป็นคนซื่อ

จากการที่ไม่ได้สนใจจะทำทัวร์ แต่เมื่อพระอาจารย์บอกให้ทำ เขาจึงต้องทำ เมื่อทำก็ทำเต็มที่ ติดต่อประสานงานทุกๆ อย่างในการทำทัวร์ ทำมาเกือบ 4 ปี เถ้าแก่ก็มาบอกว่าลูกที่ส่งไปเรียนต่อปริญญาโทที่ญี่ปุ่นและหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้มาสานต่อกิจการนั้น ไม่ยอมกลับมาจึงต้องปิดบริษัทลง เขาดีใจมากที่ไม่ต้องทำต่อแล้ว แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาตั้งใจ เมื่อกลับไปปรึกษาครูบาอาจารย์ ท่านก็บอกให้ลุยต่อ สุดท้ายเขาเลยต้องมาเปิดบริษัททัวร์เอง โดยใช้ชื่อว่าศุภกิจทัวร์ ซึ่งเป็นชื่อที่พระอาจารย์ท่านตั้งให้

ถ้าพูดถึงไปอินเดีย ก็จะนึกถึงศุภกิจทัวร์

ทัวร์ที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ เหมือนทำอาหารแบบแฮนด์เมด คือทำทีละจาน ปรุงไม่เหมือนกัน ในสิ่งที่เราปรุงไปเราจะประกอบด้วยกุศลเป็นหลัก เพราะเราไม่ได้ทำไปตลอดชีวิต โดยสภาพโลกมนุษย์ ช่วงนี้เป็นนาทีทองในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมก็จะทำก๋วยเตี๋ยวของผมให้ดีที่สุด โดยเฉพาะอินเดีย เพราะอินเดียเป็นประเทศเดียวที่คนพาพ่อแม่ไป และมันเกิดอีกความรู้สึกหนึ่งที่ไม่เหมือนกับไปยุโรป ซึ่งมันอยู่ในรถบัสคันเดียวกัน แต่มันไม่คุ้นกันนะ แต่พอไปอินเดียนี่ เราเอายศเอาอย่างออกไปไหว้พระพุทธเจ้าแล้วมันก็ไม่เหมือนกับไปญี่ปุ่น ที่ไปตามหารองเท้าโอนิซึกะ

  

ความสุขของคนทำทัวร์

จริงๆ ผมไม่ค่อยได้คิดว่ามันมีความสุขหรือไม่มีความสุข ส่วนใหญ่ผมจะใช้วิธีว่าไม่ได้ตั้งเป้า เป็นอย่างไรผมก็เป็นอย่างนั้น หมายความว่าความจริงมันเป็นอย่างไร ผมก็ว่ามันเป็นอย่างนั้น คือไม่ได้ตอบรับว่าดีหรือไม่ดี แต่ความจริงมันเป็นแบบนี้ ก็ไปอย่างนี้ พอตั้งใจมาถามกันเรื่องความสุขในการทำงาน ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรว่ามีความสุข ตัวผมเองไม่มีความสุขก็คือไม่มีความสุข มีความสุขก็คือมีความสุข ด้วยความที่มันไม่ได้คิด ก็คือทำๆ ไป ลุยทำไป

คุณศุภกิจเล่าถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่พาคนไปทัวร์อินเดียให้เราฟัง พาเราสนุกสนานราวกับได้ติดตามไปด้วย

หลายๆ ครั้งผมดีใจมาก อันนี้เรียกว่าความสุขได้ พอเราตั้งใจทำงาน พอเราลวกก๋วยเตี๋ยวทีละชาม เราจะเห็นคนมาซื้อเป็นใคร มีข้อมูลอย่างไร เราทำอะไรให้เขาได้ ทำให้จำไปจนวันตายเลย ทำได้ก็ทำ มีแม่ท่านหนึ่ง เตรียมตัวมาตายเต็มที่เลย เป็นมะเร็งอยู่บนรถเข็น ลูกเขามาเล่าให้ผมฟัง ผมก็จัดเต็มที่เลย ถ่ายรูปทำทุกอย่าง พอกลับไป 2 สัปดาห์เขาก็ตาย ก่อนตายก็เอารูปมาวางไว้ ที่เราไปเที่ยวด้วยกันมา ส่งจิตสุดท้ายของแม่ ผมต้องอาศัยกระบวนการของวิชาชีพนี้ เพื่อสร้างเหตุการณ์ให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน ได้ดูแลกัน ซึ่งประเทศอื่นทำไม่ได้ คนที่ขึ้นรถทัวร์ไปก็เข้าใจด้วย หรือคนที่ไม่เข้าใจ เราก็ทำให้เขาเข้าใจ แล้วแม่ก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองได้รับความสำคัญจากทุกคน แม่ก็จะมีลูกมากกว่า 4 คนที่มาด้วย ทุกคนให้กำลังใจ แล้วเขาก็โทรมาขอบคุณผม แม่เสียแล้ว แต่แม่รู้สึกดีมาก…แม่อิ่ม

 

ไปทัวร์ ไปชั่วคราว

สุดท้ายที่ได้จากการทำทัวร์ คือได้คำว่า ‘ชั่วคราว’ ได้เห็นคุณสมบัติของมนุษย์คือการส่งต่อ การถ่ายเทเท่านั้นเอง ทุกอย่างชั่วคราว ถึงแม้ไปต้นพระศรีมหาโพธิ์มา 30 ครั้งแล้ว แต่เราไม่รู้สึกพิเศษ ถ้าเราไปมาแล้วยังยึดถืออยู่ มันก็ทุกข์ แต่ถ้าเราเข้าใจว่านี่ชั่วคราว ภูเขาไฟฟูจิก็ชั่วคราว บ้านผมถึงไม่มีรูปพวกนี้เลย เพราะไม่ต้องการให้จิตมันไปเกาะตรงนั้น เพราะทุกอย่างมันชั่วคราวจริงๆ เราไปเพื่อพัฒนาจิตใจของเราให้ออกจากวัฏสงสาร ทุกอย่างที่ได้ ให้กลับมาที่ตัวเราเพื่อถ่ายเทออก เพราะเราไม่สามารถยึดถือได้ ถ่ายเททุกอย่างเลยนะ ถ่ายเทน้ำใจ ความห่วงใย ความปรารถนาดี ถ่ายเทข้อมูล พอเราถ่ายเทออกไป เราก็เบา ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น แค่คิดยังรู้สึกเบาเลย

ในความหมายของคำว่าชั่วคราวคือ ทุกอย่างมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผมเห็นการไปการมาของคน อย่างผมไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ผมเห็นการไปแล้วกลับ ไปแล้วกลับ เห็นความชั่วคราวของโลกใบนี้ ของการเดินทางของคน ของทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้ความชั่วคราว มาทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มันดีที่สุด เพื่อให้ความชั่วคราวที่ลูกทัวร์ได้รับ เป็นต้นทุนเอาไปใช้ได้ต่อ เพราะฉะนั้นการทำทัวร์ของคุณศุภกิจจึงไม่เรียกว่าการทำทัวร์ เพราะเขาไม่ได้เอาใจลูกค้า แต่การทำทัวร์ของเขาคือความเป็นธรรมชาติ ผิดพลาดได้ มีความสุขจริงๆ ที่เป็นของจริงนั่นแหละ

คุณศุภกิจกล่าวทิ้งท้ายกับเราว่า

ทุกคนไม่ต้องการไกด์เก่ง ทุกคนต้องการบรรยากาศ เราจึงอาศัยความชั่วคราวที่เราอยู่ไม่กี่วันตรงนี้ ทำบรรยากาศตรงนี้ อะไรที่เราช่วยเหลือลูกค้าได้ เราก็ช่วยเต็มที่

นั่นทำให้ใครหลายๆ คนอยากกลับไปทัวร์นี้อีก ถึงแม้จะกลับไปทริปเดิม แต่รสชาติของก๋วยเตี๋ยวก็มิได้เหมือนเดิม มันมีความประทับใจทุกครั้งที่ได้ลิ้มลอง

แชร์เลย~
100
เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
Simple Follow Buttons
Simple Share Buttons
ปิดโหมดสีเทา