ดึงศักยภาพสู่ความสุขด้วย Coaching with love

วันนี้เราได้มีโอกาสมาสัมภาษณ์คุณเบญ เบญจพร สุกใส เกี่ยวกับหลักการ Coaching with love ก่อนที่เราจะเรียนรู้ว่า Coaching with love คืออะไร

ขอให้คุณเบญได้แนะนำตัวสักเล็กน้อยค่ะ

เบญจพร สุกใส ค่ะ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนยูโอบี และเป็นสมาชิกจิตอาสาของชมรมธนูโพชฌงค์ที่จัดตั้งโดยท่านอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญค่ะ ซึ่งก็เป็นที่มาของการได้เรียนรู้เทคนิค Coaching with love ค่ะ

สำหรับคุณเบญแล้ว นิยามของคำว่า Coaching คือ อะไร

ในความเข้าใจของเบญเอง Coaching คือการค้นหาศักยภาพของคนคนหนึ่งผ่าน ‘การฟัง’ และ ‘การตั้งคำถาม’ Coach (ผู้ให้คำปรึกษา) เป็นเสมือนกระจกเงาคอยสะท้อนให้ Coachee (ผู้มาปรึกษา) มองเห็นตนเองและสามารถนำศักยภาพที่ตนเองมีมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่งเราต้องเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและพัฒนาตัวเองได้ Coach เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมเดินทาง หากคนคนหนึ่งต้องการที่จะเดินทางจากต้นทางคือจุด A ไปยังเป้าหมายคือจุด B ซึ่งระหว่างการเดินทางนั้นแต่ละคนจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เช่น เวลาที่จำกัด ความกังวล ความกลัวหรือข้อจำกัดใดๆ ก็ตาม ที่ทำให้คนคนนั้นไม่สามารถก้าวจากจุด A ไปจุด B ได้ Coach ก็จะเข้ามาช่วยตรงนี้ ช่วยให้ Coachee ได้มองเห็นศักยภาพและก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง พัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น

แล้ว Coaching with love แตกต่างจากการ Coach โดยทั่วไปอย่างไร

หัวใจสำคัญของ Coaching with love คือ การพัฒนาจิตใจ ยกระดับสติ เน้นที่ความสุขทางใจเป็นสำคัญค่ะ เบญเชื่อว่าเมื่อใจเราแข็งแรง เรามีสติ มีความสุข เราจะมีพลังทำอะไรได้หลายๆ อย่าง รวมถึงการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่นด้วย จุดเริ่มต้นต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน Coach ตัวเองให้ได้ก่อน แล้วจึงออกไปช่วย Coach ผู้อื่น

Coaching with love คือ ทำอย่างไรให้ Coachee มาปรึกษาเราแล้วรู้จักตัวเอง เห็นทิศทางที่ชัดเจน ปรับสมดุลกับการดำเนินชีวิต และพร้อมที่จะกลับไปเผชิญกับสิ่งกระทบในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข เราจะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จกับเป้าหมายที่เป็นวัตถุ แต่มองไปที่ความสุขในการดำเนินชีวิตให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจ ยกระดับสติ และความสุขทางใจมาเป็นอันดับแรก

อยากให้คุณเบญได้เล่าถึงขั้นตอนในการ Coaching with love สักเล็กน้อยค่ะ

การโค้ชจะใช้ใจในการสื่อสารเยอะมาก ‘การฟัง’ และ ‘การตั้งคำถาม’ เป็นส่วนที่สำคัญมาก ซึ่งตัวเราเองจะต้องนิ่ง เรียกว่าลมหายใจของ Coach และ Coachee ต้องเป็นลมหายใจเดียวกัน เราต้องอยู่กับเขาตลอดเวลาเพื่อฟังว่า Coachee ต้องการสื่ออะไรทั้งจากคำพูดและภาษากาย ซึ่งต้องใช้สมาธิพอสมควร ถ้าเราส่งจิตออกนอก เราจะฟังได้เพียงผิวเผิน จะไม่เจอสิ่งที่เขาอยากสื่อสารจริงๆ ซึ่งการฝึกสมาธิช่วยตรงนี้ได้มาก

คุณเบญเคยประสบปัญหาระหว่างการ Coach บ้างมั้ยคะ

การโค้ชไม่ได้สำเร็จทุกครั้ง เช่น Coachee ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน อาจจะมีปัญหาหรืออุปสรรคบางประการ แต่เบญจะคิดเสมอว่า Failure is learning ล้มเหลวก็เริ่มใหม่ ทำซ้ำ ทำบ่อยๆ ทำให้มากขึ้น ความสำเร็จของการโค้ชบางครั้งเราก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ Coachee เสมอไป แค่เราได้ออกไปลงมือทำ ออกไปฝึกตัวเอง ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว

รู้สึกลำบากใจในการโค้ชไหม

ไม่มีค่ะเพราะการโค้ชทุกครั้งเราทำด้วยใจ มีแต่ความรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ออกไปช่วยเหลือผู้อื่น

ข้อกังวลใจของการ Coach สำหรับคุณเบญคืออะไร

ช่วงแรกๆ ก็จะมีความกังวลกับการตั้งคำถาม เนื่องจากแต่ละปัญหาจะไม่เหมือนกัน คำถามที่เราใช้ถามจะไม่มีรูปแบบตายตัว ปรับเปลี่ยนไปตามปัญหาของ Coachee ที่เราเจอในแต่ละครั้ง

คำถามประเภทไหนที่ใช้ถามระหว่างการ Coach คะ

Powerful question เป็นคำถามที่มีพลัง มีประสิทธิภาพที่จะดึงปัญหาภายในใจออกมาได้หรือสามารถดึงศักยภาพของ Coachee ได้ หรือบางครั้งก็ใช้คำถามธรรมดาก็ได้ค่ะ ดูตามสถานการณ์ตามเรื่องราวที่ได้คุยกับ Coachee

ขอตัวอย่างการตั้งคำถาม Powerful questions สักหนึ่งคำถามค่ะ

เบญขอยกตัวอย่างปัญหานะคะ เป็นปัญหาที่ Coacheeไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ มีแรงปะทะจากเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน

คำถามที่ใช้ถาม Coacheeคือ ‘เขาอยากจะทำงานที่นี่อย่างมีความสุข หรือ ไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว’ ถ้าฟังดูอาจจะเป็นคำถามที่ค่อนข้างแรง แต่เป็นคำถามที่เจาะไปที่ความรู้สึกของตัว Coachee เอง ให้ได้ฉุกคิดว่าความต้องการที่แท้จริงคืออะไรให้ Coachee มองย้อนมาที่ตัวเองไม่ไปเพ่งโทษที่สิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้เข้าใจความต้องการจริงๆ ของตัวเอง ถ้าคำตอบคืออยากทำงานต่อ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า หรือ ถ้าอยากไปทำอย่างอื่นที่ดีกว่าก็จะได้ไม่เสียเวลาตรงนี้ เมื่อ Coachee ตระหนักแล้วว่าเขาต้องการอะไร เราก็มาช่วยกันหาทางเลือกให้เขา ปัญหานี้สุดท้ายแล้ว Coachee ก็ได้เจอสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

ตัวคุณเบญ เคยโดนถามคำถาม Powerful Question ไหมคะ

เป็นคำถามจากอาจารย์วรภัทร์ค่ะ คำถามคือ ‘เกิดมาทำไม’ ซึ่งเป็นคำถามที่ตรงใจเลย เพราะเบญเองก็ถามคำถามประเภทนี้กับตัวเอง ‘เราคือใคร’ ตอนเจออาจารย์ในช่วงแรก ก็ปฏิบัติธรรมมาสักระยะหนึ่ง แต่ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ชัดเจน พอถูกอาจารย์ถามคำถามก็เกิดเป็นแรงบันดาลใจอยากจะช่วยให้คนอื่นๆ ได้เจอแนวทางที่ใช่ เพราะกว่าที่เราจะมาเจออาจารย์เราก็ ลองผิดลองถูกมาโดยตลอด รู้สึกเสียดายโอกาสของใครอีกหลายๆ คนที่ไม่รู้จักการ Coach ซึ่งสามารถนำพาชีวิตไปได้ถูกทาง มีความสุข บนเส้นทางชีวิตที่เดินไป

สิ่งที่คุณเบญได้เรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกับการ Coach คือ

คนรอบข้างรู้สึกว่าเบญใจเย็นขึ้น นุ่มนวลขึ้น เมตตาคนอื่นมากขึ้น คนอยากจะเข้ามาหาเรา เขามาคุยกับเราแล้วเขามีความสุขกลับไป เขาไว้ใจเรา กล้าที่จะพูดเรื่องบางอย่างที่เขาไม่เปิดเผยกับคนอื่น

ส่วนตัวเบญรู้สึกว่าเข้าใจคนอื่น เข้าใจชีวิตมากขึ้น เรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่นว่ามาจากต่างสถานที่ ต่างพื้นเพ พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ทั้งตัวเองและผู้อื่นร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน และค่อยๆ ปรับกันไปถ้าเราไปแสดงให้เขาเห็นว่าเขาแตกต่างจากเรา ก็ยิ่งเหมือนไปผลักเขาให้ไกลออกไป ไม่ได้ทำให้เขาแข็งแรงขึ้นมา ทุกคนมีพื้นที่ให้พัฒนาได้ตลอด ใจเราต้องอ่อนโยน มันเป็นเช่นนั้นเอง อย่ามองอะไรสุดโต่ง ทุกคนมีธรรมชาติของเขา เขาอาจจะยังไม่รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด แต่ละคนมีตรรกะและความคิดที่ต่างกันเปรียบเสมือนการเจียระไนเพชร เราก็ต้องปรับแต่งหลายต่อหลายครั้งกว่าจะได้เพชรที่สวยงาม

ในเมื่อเราเรียนรู้แบบอย่างความเมตตาจากอาจารย์ เราก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ช่วยคนอื่น โดยใช้ความรู้จากการโค้ช นำมาปรับใช้เพื่อต่อยอดเพื่อช่วยเหลือ เป็นเหมือน oasis เล็กๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังและบรรเทาปัญหาชีวิต

อยากให้คุณเบญฝากข้อคิดในการใช้ชีวิตสักนิดค่ะ

เบญอยากเน้นเรื่องการให้โอกาสค่ะ ไม่พิพากษาตัดสินคนอื่น ให้โอกาสซึ่งกันและกัน ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด เราก็เคยผิดพลาดมาเหมือนกัน เราได้รับโอกาส ได้เรียนรู้ เราก็ส่งต่อให้โอกาสกับผู้อื่นได้เรียนรู้ เราสามารถเปลี่ยนตัวเราได้ ทำไมคนอื่นจะทำไม่ได้ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้ความสำคัญ ความใส่ใจกับคนรอบข้างซึ่งถือเป็นการส่งพลังงานบวก ออกไปอีกรูปแบบหนึ่ง การที่ส่งพลังงานบวกออกไป ทำให้คนรอบข้างได้รับพลังงานดีๆ และรู้สึกดีไปด้วยค่ะ และเมื่อไหร่ที่ว่างจากงานก็สวดมนต์ เจริญสติ มีสติอยู่กับกาย รู้ตัว เช่น รู้ว่าร่างกายส่วนไหนเกร็ง อยู่กับตัวเอง นิ่งๆ เงียบๆ ไม่ต้องคิดอะไร สบายๆ ถือเป็นการชาร์จพลังงานภายในตัวเราค่ะ

ใครที่สามารถฝึก coaching with love

ทุกคนสามารถฝึกได้ เพราะ coaching with love เป็นเรื่องของการฝึกตัวเองและดึงศักยภาพผู้อื่น ถ้าใจเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง อยากเป็นคนมีเมตตา พร้อมที่จะรับฟังผู้อื่นอย่างไม่ตัดสิน ไม่คิดที่จะเอาชนะใคร มองโลกในมุมบวก พร้อมที่จะส่งความรักความสุขให้ผู้อื่น ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู ลูก หรือเพื่อน ถ้าเราอยากที่จะเรียนรู้สามารถฝึกได้ไม่ยาก พวกเราทุกคนทำได้ค่ะ

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ Coaching with love สามารถติดตามข่าวสารได้จากทางไหนบ้าง

ติดตามได้จาก http://facebook.com/สอนคน__ให้เป็นโค้ช ซึ่งจะมีแบบฝึกหัดให้ได้ฝึกโค้ชตัวเอง และมีกลุ่มไลน์ที่มีเพื่อนๆ ที่สนใจอยู่แล้วมารวมตัวกัน ร่วมโค้ชตัวเองไปด้วยกัน และมีโค้ชซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์วรภัทร์ เข้าไปช่วยดูในแต่ละกิจกรรม หรือตอบปัญหาข้อสงสัยต่างๆ ค่ะ

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...
เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง