ครอบครัวเข้าใจกัน คือรากฐานของความสุข

ชีวิตที่มีปริญญาถึงสามใบ แต่จัดการกับความรักความรู้สึกไม่ได้ เราจะมีไปทำไม

เสียงสะท้อนจากใจของอดีตวิศวกรหญิงที่ค้นพบเสียงเรียกร้องภายในว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองค้นหามาตลอดชีวิต ครูณา อังคณา มาศรังสรรค์ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ทิ้งทุนเรียนต่อดร.ประเทศญี่ปุ่น หลังจากรู้ว่าตัวเองมีพรแสนวิเศษ ในการเข้าใจความสัมพันธ์ของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ มากกว่างานที่ทำในสายวิชาชีพ

จัดหนังสือจนได้เรื่อง

ถ้าอยากจะรู้ว่าเราคือใคร ให้ดูจากหนังสือที่เราชอบอ่าน ชีวิตคนคนหนึ่งจะเป็นไปในทิศทางไหน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับหนังสือที่เราอ่าน ชอบอ่านหนังสือประเภทไหน ก็ส่งผลให้กลายเป็นคนแบบนั้น หนังสือที่ครูณาอ่านไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือวิชาชีพวิศวกรรม กลับเป็นหนังสือจิตวิทยา การเข้าใจผู้คน เด็กวัยรุ่น ชีวิตและครอบครัวเสียส่วนใหญ่ วันหนึ่งขณะครูณาจัดหนังสือแล้วหยิบมาอ่านดู ก็รู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับอาชีพวิศวกร เพียงแค่หนึ่งวันหลังจากนั้นก็ตัดสินใจลาออกจากงาน มาสานต่อแรงบันดาลใจด้วยการลงทุนเปิดโรงเรียน ลงมือบริหารด้วยตัวเองในชื่อ Smart and Smile ถึง 3 แห่ง เพื่อส่งเสริมเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ดีขึ้น

 

เมื่อสิ่งที่คิดมันผิดคาด

ด้วยความมั่นใจในตัวเองของครูณา รวมถึงชื่อเสียงในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ที่กระฉ่อนไปทั่วว่า เด็กคนไหนที่ว่าเกเรระดับขึ้นบัญชีดำ จะถูกเปลี่ยนจากดำให้เป็นขาวด้วยฝีมือครูณาได้อย่างไม่น่าเชื่อ พอถึงวันที่ต้องมีครอบครัวมีลูกของตัวเอง สถานการณ์กลับผิดคาด

มันไม่เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยช่วยเหลือผู้อื่น ชีวิตจริงในครอบครัวตัวเองกลับยากที่จะจัดการ เมื่อเราตั้งความคาดหวังต่อชีวิตครอบครัว ก็เริ่มบริหารจัดการทุกคน จนสามีที่เลือกเองกับมือก็มีแต่ทะเลาะเบาะแว้งวันละสามเวลาหลังอาหาร แม้แต่ลูกยังพูดคำที่ได้ยินแล้วเสียดแทงใจ ถึงขั้นที่ว่าไม่น่ามาเป็นลูกครูณาเลย ซวยจริงๆ ที่เกิดมาเป็นลูกแม่คนนี้ ความคาดหวังก่อให้เกิดความทุกข์ใจอย่างมหาศาลในใจผู้เป็นแม่ เกิดคำถามต่อตัวเองว่าเราพลาดอะไร ทำไมถึงจัดการกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวตัวเองไม่ได้

 

ชีวิตมีทุกอย่างครบ แต่ทำไมถึงไม่มีความสุข

เริ่มมีคำถามกับชีวิตว่า ฉันต้องขาดความรู้อะไรบางอย่าง ที่จำเป็นต่อการจัดการความสุข นั่นเป็นจุดเริ่มต้นค้นหาสิ่งที่ขาดหายไป จนได้มีโอกาสเรียนไดอะล็อก วิชาที่ว่าด้วยการฟังเชิงลึก จากความบังเอิญที่มีคนมาแนะนำ จึงพบที่มาที่ไปว่าเราคาดหวังอะไร เหมือนได้กระจกส่องภายใน เห็นนิสัยตัวเอง จนเจอต้นตอแห่งความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวในครอบครัว มันเกิดความเข้าใจและปิ๊งแวบขึ้น จนยอมรับว่าที่ผ่านมาชีวิตไม่เคยฟังลูกและสามีเลย จึงเริ่มหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเอามาใช้กับชีวิตครอบครัว ด้วยการกลับมาฟังลูกเป็นมากขึ้น จนลูกเกิดการยอมรับ เริ่มต้นจากวิธีง่ายๆ คือ ถ้ายังคิดเรื่องราวหรือคำพูดดีๆ ไม่ได้ก็จะไม่ปริปากออกมา ดูเหมือนเงียบไม่พูดนั้นแสนง่าย แต่เอาเข้าจริงยากกว่าให้พูดหลายเท่านัก เพราะที่เงียบใบ้นั้นในใจแสนวุ่นวาย ความคิดที่วิ่งวุ่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ง่ายเลยต่อการอยู่กับมัน

 

พัฒนาการของความสัมพันธ์

มีอยู่วันหนึ่งลูกมาเล่าเรื่องที่เก็บไว้ในใจให้ฟังจนหมดเปลือก จนแม่ต้องรีบถามกลับว่าทำไมปล่อยไว้เนิ่นนานขนาดนี้เพิ่งมาบอก คำตอบง่ายๆ ที่ต้องนิ่งแล้วฟังคือ เพราะแม่คนนี้ฟังเขา เขาจึงเล่าทั้งหมด ต่างกับแม่คนเก่าที่ไม่ฟังเขาเลย ความสัมพันธ์ที่ติดลบกลับคืนมาดีขึ้นอย่างที่ควรเป็น พลังงานที่ดีที่ส่งให้กันเวลานั้น เป็นกุญแจดอกหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

 

เริ่มชีวิตกระบวนกร กับชีวิตที่แบ่งปัน

เข้าใจชีวิตจนเกิดแรงขับให้เลือกมาเป็นกระบวนกร ตัดสินใจประกาศหยุดโรงเรียนทั้งสามแห่งอย่างเต็มตัว แล้วมาทำงานช่วยเด็กที่จะติดคุกจากศาลเยาวชน เพื่อเยียวยาพ่อแม่ลูกจากความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว เข้าไปช่วยในบริษัทองค์กรต่างๆ เพื่อเยียวยาความสัมพันธ์ของผู้คนในองค์กร ด้วยจิตใจที่อยากจะแบ่งปันสิ่งดีๆ เหล่านี้ออกไปสู่สังคมในวงกว้าง ปัจจุบันเปิดมูลนิธิพื้นที่ปัญญ์รักหรือโรงเรียนพ่อแม่ลูก จัดกระบวนการทางด้านความสัมพันธ์ และการสร้างทัศนคติเชิงบวกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยการใช้กระบวนการในการนำพาผู้เข้าร่วมค้นหาคำตอบภายในของแต่ละคนด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ค้นพบปัญญาญาณของตน อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับภายในซึ่งก่อให้เกิดความสุขสงบต่อตัวเองและคนรอบข้าง ให้เกิดพลังแห่งการทำงานอันเบิกบานในองค์กรและสังคม

 

เด็กฉลาด ชาติใช่ว่าจะเจริญ

ครูณาเห็นต่างกับคำว่า เด็กฉลาดชาติเจริญ พ่อแม่และครูฉลาดต่างหาก ชาติถึงเจริญได้ พ่อแม่และครูต้องฉลาดต่อความรู้สึก ฉลาดต่อการเข้าใจลูก เพราะความสำเร็จของมนุษย์ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับพ่อแม่…

 

มนุษย์จะไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้ แต่จะได้ในสิ่งที่คู่ควร

เมื่อเราทำทุกสิ่งอย่างดีที่สุด ก็ไม่ต้องไปคาดหวังต่อสิ่งตอบรับ แก่นของชีวิตอย่างหนึ่งที่ครูณาเข้าใจคือ

ทุกสิ่งที่เราทำคือพลังงานที่สะสมในตัวเรา แรงดึงดูดที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ก็เกิดจากสิ่งที่เราสะสมมาในชีวิต เพราะฉะนั้นอะไรที่เรารับมาตอนนี้ ก็เพราะเราเคยทำบางอย่างไว้ในอดีต อะไรที่เราควรได้ก็ไม่ต้องไปขวนขวายมัน เพราะว่าเพียงแค่เราตั้งใจทำมัน วันหนึ่งสิ่งที่เราควรได้ก็จะบังเกิดขึ้นเอง แล้วถ้าเราต้องสูญเสียอะไร มันก็คือสิ่งที่ต้องสูญเสีย ไม่ต้องไปฟูมฟาย เพราะมันถึงเวลาที่ต้องสูญเสียสิ่งนั้น ตามภาวะพลังที่เราสะสมมา วันหนึ่งที่เรามีพลังที่เหมาะสมที่จะขึ้นไปอีกระดับ เราจะไปเจอโจทย์ เจอภารกิจ และบททดสอบใหม่ๆ เรื่องความยากของการเข้าใจผู้คนก็เช่นกัน เมื่อหาทางเข้าใจเขาเจอ ชนะใจเขาได้ เราจะขึ้นไปอีกระดับ

 

ความรู้ที่แท้จริงคือสัจจะธรรม

ความรู้ที่แท้จริงมันเป็นจริงกับชีวิต ไม่ขึ้นกับเวลาไม่ขึ้นกับว่าใครพูดหรือใครสอน ต่อเมื่อเราลงมือทำมันอย่างแท้จริง จดจ่อตั้งใจกับมัน พยายามทำความเข้าใจอย่างจริงใจ เมื่อเข้าใจตัวเอง ก็จะเกิดสภาวะที่ตื่นขึ้นมา เราก็จะพบกับสัจจะธรรมว่า ทุกๆ ศาสตร์เมื่อเรียนไปสุดทาง สุดท้ายก็จะเจอว่ามันคือเรื่องเดียวที่เชื่อมโยงมาพบกัน

 

ตื่นรู้เมื่อเรียนรู้

เราพบว่าเมื่อเราตั้งใจกับชีวิต และตั้งใจกับการเรียนรู้ เวลาที่เราพบปัญญาบางอย่างที่มันยิ่งใหญ่กับตัวเอง มันก็คือการตื่นรู้ขึ้นมา ณ ขณะนั้นเพื่อเข้าใจ เกิดภาวะที่ยับยั้งชั่งใจ มีสติ และตื่นรู้ เห็นอารมณ์ต่างๆ เห็นความคิดของตัวเอง เท่าทันอารมณ์ วางใจเป็นจนไม่ติดกับอะไร เป็นอิสระต่อทุกๆ ความสัมพันธ์ แต่ในความอิสระนั้นเราดูแลทุกความสัมพันธ์อย่างเต็มที่ เป็นการดูแลแบบไม่มีเงื่อนไข ด้วยจิตใจบริสุทธิ์จริงๆ

 


  • มูลนิธิพื้นที่ปัญญ์รัก – โรงเรียนพ่อแม่ลูก ตั้งอยู่ที่ 53/275 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
  • ติดต่อเพื่อจัดกิจกรรม หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ pannrak@gmail.com
แชร์เลย~
0
เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
Simple Follow Buttons
Simple Share Buttons
ปิดโหมดสีเทา