Archive for December, 2015

สร้างสมดุลใจกายด้วย ‘โยคะ’

หากจะเอ่ยถึงกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายที่ได้รับความนิยม และได้รับความเชื่อมั่นว่าผู้ฝึกจะได้สมาธิจากการฝึกอย่างยิ่งยวด หนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ ‘โยคะ’ อยู่ในลำดับต้นๆ อย่างแน่นอน

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบว่า ‘โยคะ’ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัย 2,500 ปีก่อนพุทธกาล แรกเริ่มเดิมทีเป็นวิถีของพราหมณ์หรือโยคี ที่ใช้ในการฝึกฝนควบคุมจิตให้นิ่งจนเกิดเป็นสมาธิ โยคะในยุคแรกไม่มีท่าทางใดๆ มากที่สุดเป็นแต่เพียงการฝึกสำรวมร่างกายให้เกิดความสมดุลที่สุด เพื่อฝึกให้ลมหายใจหรือปราณเกิดภาวะ ‘นิ่ง’ ที่สุด เข้าสู่การเพ่ง ฌาน หรือสมาธิ

yg4

จนกระทั่งถึงประมาณปี พ.ศ.2400 ประเทศอินเดียเริ่มมีการฟื้นฟูหลังถูกอังกฤษปกครอง กษัตริย์อินเดียในขณะนั้น เกิดความคิดให้ครูโยคะท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากคือ กฤษณะมาจารยา นำเอายิมนาสติกและศิลปะป้องกันตัวแบบอินเดียโบราณ มาปรับประยุกต์ให้เข้ากับโยคะแบบดั้งเดิม จุดประสงค์เพื่อให้โยคะมีประโยชน์เพ่ิมขึ้น นอกจากการพัฒนาจิตแล้ว ยังได้พัฒนาร่างกายให้แข็งแรงด้วย

และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โยคะแพร่หลายไปยังประเทศทางตะวันตก พัฒนาต่อยอดจนเกิดเป็นหลักสูตรโยคะท่าสวยๆ ที่เราเห็นกันหลากหลายละลานตา ทั้งตามโรงเรียนสอนโยคะ ฟิตเนส และสถานออกกำลังกายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโยคะจะพัฒนาไปจนเกิดท่าทางที่ซับซ้อนพิสดารเพียงใด สิ่งที่โดดเด่นที่สุดที่ผู้ฝึกโยคะทุกคนล้วนได้รับตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นสมัยใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากที่สุดก็คือ สมาธิอันจะนำไปสู่การค้นพบสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งจะพาเราไปถึงหนทางแห่งความสุขที่ยั่งยืน

อ่านต่อ

8 เส้นทางสู่สุขภาวะทางปัญญา

กาย จิต สังคม และปัญญา ทั้ง 4 ส่วนล้วนมีบางอย่างเชื่อมโยงถึงกันและกัน ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘ปัญญา’ ….สุขภาวะทางปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นจากพรสวรรค์ ความบังเอิญหรือโชคลาภลอยใดๆ แต่หากเกิดขึ้นได้จาก ‘การลงมือทำ’ ฝึกฝนผ่านประสบการณ์ตรงของเราเอง

person-1030796_1920

ถ้าเปรียบไปแล้ว เราทุกคนก็คงเป็นเหมือนนักเดินทาง ไม่ว่าเราจะชอบการเดินทางหรือไม่ก็ตาม แต่เราทุกคนล้วนต้องออกเดินทางในเส้นทางที่เรียกว่า ชีวิต โดยปกติแล้วการออกเดินทางท่องเที่ยว สิ่งสำคัญของนักเดินทางก็คือแผนที่นำทาง แล้วบนเส้นทางชีวิตเล่า ใครจะมาช่วยแนะเส้นทางเดินให้กับเรา โดยเฉพาะเส้นทางที่จะนำเราสู่สิ่งที่เรียกว่า ความสุขอันเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคน

เมื่อถึงเทศกาลหรือวันสำคัญต่างๆ ในชีวิต เรามักจะอวยพรกันเสมอว่า “ขอให้มีความสุขมากๆ” และมักจะมีการขยายความด้วยสิ่งที่คิดว่าจะเป็นเส้นทางที่จะนำความสุขมาให้ผู้รับได้แน่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ขอให้ร่ำรวย มีเงินทองมากมาย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ หากตรองให้ดี ถามใจตัวเองให้ลึกๆ เชื่อแน่หรือว่านั่นคือที่มาของความสุขที่แท้จริง?

อ่านต่อ

นางฟ้ากระดาษ…ของขวัญเปลี่ยนชีวิต

Screenshot 2015-12-09 20.15.08_cr

คุณอาจคาดไม่ถึงว่า การให้ของขวัญเพียงชิ้นเดียว อาจเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้นับพัน ในสามสิบปีต่อมา

Charles และ Shirley Whites ทำงานให้กับ Salvation Army (องค์กรการกุศลของคริสต์) ในช่วงคริสต์มาสพวกเขามีหน้าที่จัดหาของขวัญและเสื้อผ้าให้เด็ก ๆ ยากไร้ 

ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียร์ พวกเขาริเริ่มโครงการ ด้วยการเขียนชื่อของขวัญที่เด็ก ๆ อยากได้ลงไปบนการ์ดที่มีรูปนางฟ้า นำไปแขวนบนต้นคริสต์มาส และผู้ที่มาชอปปิ้งก็สามารถนำการ์ดไปเพื่อหาซื้อของขวัญให้เด็ก ๆ โครงการนี้เริ่มเมื่อปี 1979 และมีเด็กมากกว่า 700 คนที่ได้รับของขวัญผ่านโปรแกรมนี้ และต่อมาเมื่อสื่อเริ่มสนใจประโคมข่าว โครงการนี้ก็ขยายไปทั่วสหรัฐอเมริกา

ที่รัฐนอร์ท แคโรไรนา เด็กน้อยชื่อ Jimmy Wayne ได้รับกีตาร์เมื่ออายุ 8 ขวบผ่านโปรแกรมนี้ ใครจะรู้ว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้เขากลายมาเป็นนักร้องเพลงคันทรีชื่อดัง เจ้าของผลงานอันดับ 1 เช่น เพลง Do You Believe Me Now

Jimmy Wayne บอกว่า เขาคงไม่มีวันนี้ ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีรถขับ ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ถ้าวันนั้นเขาไม่ได้กีตาร์และเริ่มเรียนดนตรี

jimmywayne2_h_j

อ่านต่อ

ฟังเพลงเศร้า ๆ อาจทำให้เราเป็นสุข

เพลงเศร้า ๆ มีมากมาย ไม่มีใครอยากเศร้าและทุกข์ระทม แต่ทำไมเราถึงชอบฟังเพลงเศร้า ๆ กันจัง (บางทีก็ไม่ได้สูญเสียอะไรในชีวิตจริงนะ)

20151206

จากการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโตเกียว นักวิจัยให้คน 44 คน ที่เป็นทั้งนักดนตรีและที่ไม่ใช่นักดนตรี ฟังเพลงเศร้า 2 เพลง และเพลงที่เกี่ยวกับความสุข 1 เพลง หลังจากพวกเขาให้คะแนนการรับรู้เกี่ยวกับดนตรีและอารมณ์ของตนเอง

ผู้เข้าร่วมการทดลองบอกว่า เพลงเศร้ากระตุ้นให้เห็นความแตกต่างทางอารมณ์ของเพลงจากอารมณ์ของตนเองมาก เพราะเพลงเศร้านั้นมีความโศกเศร้ามากกว่าอารมณ์ที่พวกเขารู้สึกจริง ๆ นั่นทำให้พวกเขาไม่เศร้ามากนักในสถานการณ์ของตัวเอง (พูดง่าย ๆ คือ คนฟังรู้สึกว่าชีวิตฉันก็ยังดีกว่าเพลง)

คำอธิบายนี้ก็ดูมีเหตุผลดีอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นคนเราคงไม่ฟังเพลงเศร้ากันไปทำไมถ้ามันไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นบ้าง ในระดับใดระดับหนึ่ง (อาจอยู่ในจิตใต้สำนึก?)

อ่านต่อ

รอยยิ้มของพ่อ

ผมทำงานจิตอาสาเพื่ออยากให้บ้านเรา ประเทศเรา ให้โลกใบนี้มันน่าอยู่ขึ้น ทำเท่าที่พลเมืองตัวเล็กๆ อย่างเราจะทำได้ ผมเชื่อว่าหากในหลวงท่านรู้ว่ามีคนทำแบบนี้เพื่อท่าน ท่านก็คงจะยิ้มเหมือนกัน อย่างน้อยท่านก็คงดีใจที่มีคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งอยากเดินตามรอยของท่าน อยากทำความดีเพื่อท่าน

เดชา3

การทำงานจิตอาสาในประเทศไทยปัจจุบันนี้ ยังคงมีลักษณะคล้ายงานอดิเรกหรือกิจกรรมที่ทำกันในยามว่างชั่วครั้งชั่วคราว ดังนั้น หากมีใครสักคนหนึ่งลุกขึ้นมาประกาศว่า งานหลักของเขาคือการทำกิจกรรมจิตอาสา ย่อมต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน และยิ่งถ้าเราได้รู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง เราอาจจะต้องทึ่ง และย้อนหันกลับมาถามตัวเองว่า วันนี้เราเริ่มทำอะไรแบบเขาบ้างหรือยัง?

คุณเดชา ฤทธิ์แดง ผู้นำกิจกรรมกลุ่มอาสารอยยิ้มบ้านดิน คือคนที่เรากำลังพูดถึง….

ทุกวันนี้ผมทำงานจิตอาสาเป็นงานหลัก และทำงานเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ” 

คุณเดชาตอบเราอย่างมั่นใจเมื่อเราตั้งคำถามว่าทุกวันนี้เขาทำอาชีพอะไรอยู่ ก่อนจะค่อยๆ เล่าชีวิตของเขาให้เราฟัง

อ่านต่อ

เรียนรู้ใจในกายด้วย ‘ไท้เก๊ก’

การเคลื่อนไหวร่างกายพลิ้วไหวเนิบช้า ดุจดั่งท่วงท่าการร่ายรำของผู้สูงวัยที่เราเห็นกันจนคุ้นชินสายตาตามสวนสาธารณะ อาจทำให้เราเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปว่า ‘ไท้เก๊ก‘ เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเลย

tg2 ไท้เก๊กเป็นศิลปยุทธ์จีนที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากเป็นการเคลื่อนไหวทางกายที่ไม่ได้ใช้แรงปะทะ จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย สามารถฝึกได้ตั้งแต่เด็กอายุ 3 – 5 ขวบ ความมหัศจรรย์ของไท้เก๊กยังอยู่ที่ผลของการฝึก ที่แม้จะฝึกด้วยรูปแบบเดียวกัน แต่ส่งผลได้ตั้งแต่ระดับการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง การเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ลึกไปจนถึงการฝึกให้เราเข้าถึงความสุขแท้จากภายในหรือ สุขภาวะทางปัญญา ครูบี – เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ผู้สอนไท้เก๊กเพื่อสุขภาพกายและใจ มูลนิธิบ้านอารีย์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนไท้เก๊กมาตั้งแต่เด็ก โดยร่ำเรียนจากคุณตาที่เป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ การฝึกครั้งแรกๆ เริ่มต้นจากความสนุก อยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก แต่เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ระยะเวลากว่า 20 ปีทำให้ครูบีได้ค้นพบว่าไท้เก๊กมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่ตาเห็นมากมายนัก อ่านต่อ

Simple Follow Buttons
Simple Share Buttons
ปิดโหมดสีเทา