ความสุขของมนุษย์ล้อ

วรยุทธ1

ผมรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของคนอยู่ที่ค่าของงาน ผมชอบริเริ่มธุรกิจใหม่ๆ มีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนพิการได้ทำงาน ตอนที่ผมกลับมาทำงานได้อีกครั้งในฐานะคนพิการ ผมมีความสุขมากกว่าสมัยที่ผมเดินได้เสียอีก เพราะมันมีความภูมิใจว่าเราทำได้ เราเอาชนะมันได้

หากใครเคยจินตนาการว่าบรรยากาศการทำงานของผู้พิการจะเต็มไปด้วยความซึมเซา รันทดหรือยากลำบาก เมื่อได้มาเยี่ยมชมการทำงานที่บริษัทสยามนิชชินแล้วความคิดของคุณจะเปลี่ยนไป เพราะที่นี่แม้จะมีพนักงานเป็นคนพิการ 22 คน ซึ่งเป็นอัตราส่วนถึง 60% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับร่าเริงแจ่มใส เคลื่อนไหวร่างกายบนวีลแชร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ดวงตาเปล่งประกายความสุข โดยเฉพาะผู้ก่อตั้งบริษัทคือ คุณวรยุทธ กิจกูล มนุษย์ล้อผู้ที่ฝ่าฝันมรสุมชีวิตบนวีลแชร์มาแล้วกว่า 30 ปี

คุณวรยุทธ กิจกูล ถูกลอบยิงเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2527 (โดยไม่ทราบสาเหตุ) หลังสิ้นเสียงปืนที่คนร้ายลั่นไก อนาคตของคนหนุ่มวัย 29 ปีที่เพิ่งแต่งงานได้เพียง 8 เดือนก็ดูจะมืดดับลงไปพร้อมกัน

“หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็รู้ว่าเราต้องพิการแน่แล้ว ตอนนั้นคิดหนักมาก เพราะเราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ในสมัยนั้นเราไม่ได้รับการสอนว่าออกมาจากโรงพยาบาลแล้วจะใช้ชีวิตอย่างไร จะขับถ่ายด้วยตัวเองยังไง รู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ท้อแท้ มองไปทางไหนก็มืดมน ไม่รู้ว่าเราจะไปทำอะไร ขึ้นรถเข็นเองก็ไม่ได้ ไปไหนมาไหนเองก็ไม่ได้”

วรยุทธ2

ในช่วงที่ชีวิตเสียศูนย์ หลายครั้งที่ความคิดเรื่องฆ่าตัวตายโผล่แวบขึ้นมาในหัว แต่เมื่อมองเห็นภาพของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกังวล ภรรยาที่ยอมลาออกจากงานที่มั่นคงมาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้คุณวรยุทธกลับฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

คุณวรยุทธเริ่มต้นทำงานสร้างธุรกิจเป็นของตนเองโดยมีครอบครัวเป็นผู้สนับสนุนในช่วงต้น จากร้านตัดผมเล็กๆ ขยับต่อยอดเป็นธุรกิจโรงพิมพ์ ขยายต่อเป็นธุรกิจจำหน่ายรถวีลแชร์เพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ สร้างธุรกิจแมนชั่น รีสอร์ท ฯลฯ ทุกธุรกิจล้วนพลิกเอาความพิการที่เคยคิดว่าเป็นจุดอ่อน ให้กลายมาเป็นจุดแข็งในการดำเนินงานจนประสบความสำเร็จทั้งสิ้น

“ความพิการเป็นจุดแข็งทำให้ธุรกิจผมเกิดได้ ถ้าผมเดินได้ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงจุดนี้ได้หรือเปล่า มีลูกค้าโรงพิมพ์รายหนึ่งเขาบอกว่า มีคนเดินมาหาเขาทุกวัน แต่มีผมคนเดียวที่เข็นรถเข้าไปหาเขา เขาก็เลยอยากลองใช้คนที่เข็นรถเข้ามาดูบ้าง จริงๆ ก็คือเขาให้โอกาสเรานั่นแหละ แต่เราก็ต้องทำงานให้ได้มาตรฐานที่เขาต้องการนะ เพราะในการทำธุรกิจไม่มีคำว่าสงสาร”

เพราะซาบซึ้งในโอกาสที่ได้รับ คุณวรยุทธจึงส่งต่อโอกาสนี้ไปสู่ผู้พิการคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้พิการกลุ่มที่่ต้องอาศัยรถวีลแชร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่หางานทำยากที่สุด โดยปัจจุบันคุณวรยุทธเปิดรับผู้พิการกลุ่มนี้เข้ามาทำงานในหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะผู้พิการที่เรียนจบระดับปริญญาตรี เรียนจบสายอาชีพ หรือแม้แต่ไม่มีวุฒิการศึกษาใดๆ เลยก็ตาม

วรยุทธ4

ผมไม่เคยปฏิเสธคนพิการ ถ้าใครมีความตั้งใจเราจะต้องหางานให้เขาให้ได้ แต่คนเราความสามารถไม่เท่ากัน บางคนผมรับเข้ามาแล้วก็ต้องใช้เวลาฝึกเป็นปีเลยก็มี แต่เราต้องให้โอกาสเขาเรียนรู้ ผมอยากจะบอกองค์กรต่างๆ ว่า ถ้าเราอยากได้คนมาทำงาน เราต้องช่วยฝึกเขาบ้าง เขาก็จะเกิดศักยภาพ แต่ถ้าทุกคนไม่เปิดโอกาสให้คนพิการได้เริ่มต้น เขาก็ไม่รู้จะไปเริ่มที่ตรงไหน

จากความสำเร็จในการทำงาน คุณวรยุทธได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนักธุรกิจที่เป็นมนุษย์ล้อด้วยกัน ก่อตั้งมูลนิธิผู้พิการไทยเพื่อสังคม จุดประสงค์เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานให้กับผู้พิการ โดยถึงแม้วันนี้จะอยู่ในวัยใกล้เกษียณ คุณวรยุทธก็ไม่ได้มีแผนที่จะหยุดทำงาน ทั้งนี้เพราะได้ค้นพบแล้วว่าการทำงานนี่แหละคือความสุขที่สุดของชีวิต

ผมรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของคนอยู่ที่ค่าของงาน ผมชอบริเริ่มธุรกิจใหม่ๆ มีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนพิการได้ทำงาน ตอนที่ผมกลับมาทำงานได้อีกครั้งในฐานะคนพิการ ผมมีความสุขมากกว่าสมัยที่ผมเดินได้เสียอีก เพราะมันมีความภูมิใจว่าเราทำได้ เราเอาชนะมันได้….

ทุกวันนี้น้องๆ ที่ทำงานในออฟฟิศก็ไม่มีใครคิดว่าตัวเองพิการ เขาสามารถขายของ ขับรถไปส่งของเองได้ ผมเคยถามคนต่างชาติที่มาเยี่ยมบริษัทผมว่าประเทศอื่นเป็นอย่างนี้ไหม ไม่น่าเชื่อว่าหลายประเทศเรื่องคนพิการยังล้าหลังกว่าเราเยอะ เราก็ยิ่งภูมิใจ นี่คือความสุขที่มันตีค่าไม่ได้เลย”

10425454

หนึ่งในเคล็ดลับความสุขจากการทำงานของคุณวรยุทธ คือการตระหนักถึงความสุขที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยคุณวรยุทธจะบอกกับตัวเองและครอบครัวเสมอว่า คนเราควรมีความสุขเท่าที่เรามีอยู่ เราไม่ควรไปเปรียบเทียบกับคนอื่นซึ่งจะทำให้เราเป็นทุกข์ เราจงภูมิใจในส่ิงที่เราสร้างและหามันมาได้ด้วยตัวของเราเอง

ท้ายสุดคุณวรยุทธฝากถึงคนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการหรือไม่ก็ตาม ความสำเร็จของชีวิตไม่อาจมาได้จากโชคช่วย แต่จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและตั้งใจ

“ผมอยากบอกว่าชีวิตเกิดมาแล้วก็ต้องสู้  คนเราอาจมีมุมมอง โอกาส หรือจังหวะชีวิตไม่เหมือนกัน แต่ผมยืนยันได้อย่างหนึ่งเลยว่า ความตั้งใจและความมุ่งมั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ความสำเร็จของผมที่ได้มาวันนี้ไม่ได้แค่โชค แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวผมเอง ผมพูดมาตลอดว่าผมทำงาน 2 เท่าของคนปกติ ถ้าคนปกติทำ 8 ชั่วโมง ผมต้องทำ 16 ชั่วโมง ผมต้องคูณสองเพื่อเป็นแต้มต่อให้กับชีวิตของเราเอง”

 

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...
เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง