“ระบบอาหารปลอดภัย” รูปธรรมของการสร้างจิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง

สังคมมนุษย์เลือก “อาหารการกิน” เป็นหนึ่งในรูปธรรมของการสร้างความสุขในชีวิตมาเนิ่นนาน

เมื่อดีใจก็ฉลองด้วยการรับประทานอาหารดีๆ เมื่อกังวล เครียด หรือเศร้าใจก็ใช้อาหารเป็นเครื่องมือ

ปลอบประโลมชีวิตให้รู้สึกดีขึ้น ปัจจุบันพบว่าอาหารยังกลายสภาพเป็นตัวแบ่งสถานะทางสังคมของผู้คน

คำว่า “อยู่ดีกินดี” ถูกแปลความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “กินหรูดูแพง” เข้าไปทุกวัน

ขณะเดียวกัน สังคมบริโภคนิยมก็จัดการแยกผู้ผลิตและผู้บริโภคให้ห่างไกลออกจากกัน

ไม่มีใครตั้งคำถามถึงที่มาของอาหารว่ามีที่มาจากที่ไหนอีกต่อไป คำว่า “อาหารปลอดภัย”

กลายเป็นเรื่องไกลตัว เป็นปัจจัยตัวท้ายๆ ที่ผู้บริโภคจะตระหนักและให้ความสนใจ

นั่นจึงเป็นที่มาของความพยายามโดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ในการทวงคืนระบบอาหารปลอดภัยให้กับโลกใบนี้

ซึ่งคำว่าระบบอาหารที่ “ปลอดภัย” นั้น ไม่ได้หมายถึงแค่ความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภคเท่านั้น

แต่ยังหมายถึงความปลอดภัยต่อผู้ผลิต สังคม สิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ที่เราทุกคนอาศัยอยู่

MF7 (S)

MF10 (S)

คุณสุชาญ ศีลอำนวย กรรมการกลางและเลขามูลนิธิเอ็มโอเอไทย

ได้สะท้อนมุมมองภาพรวมเรื่องของระบบอาหารปลอดภัยกับธรรมชาติไว้อย่างน่าคิดว่า

“ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติได้ถูกกำหนดไว้อยู่แล้ว ตัวอย่างเช่นเรื่องของการเพาะปลูก

ขอเพียงเลือกดินที่ถูกต้องเหมาะสม เลือกฤดูกาลที่ใช่ พืชแต่ละชนิดก็จะสามารถออกดอกออกผล

ให้เราได้อย่างอุดมสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีใดๆ ”

 

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนระบบอาหารเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อคนและสิ่งแวดล้อม

จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสำคัญ จากการบริโภคตาม “ความอยาก”

ควรเปลี่ยนมาเป็นการบริโภคตาม “ธรรมชาติ” ที่มีความสอดคล้องกับฤดูกาล สิ่งแวดล้อม และท้องถิ่นที่อยู่อาศัย

MF8 (S)

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ คือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิตให้มาพบกันโดยไม่ผ่านผู้ค้าคนกลาง

ผ่านความพยายามของการสร้างตลาดสีเขียว ตัวอย่างเช่น ตลาดสุขใจที่สวนสามพราน จ.นครปฐม

ตลาดนัดอาหารปลอดภัยในพื้นที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ตลาดนัดสีเขียว

ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นห่วงโซ่สำคัญ

ที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้เริ่มตระหนักถึงที่มาของอาหารที่เรากิน

ว่ามาจากความทุ่มเทและตั้งใจของเกษตรกรที่มีเลือดมีเนื้อจริงๆ ในสังคม

MF14 (S)

“คนมักตั้งคำถามว่าอาหารอินทรีย์ไม่ได้ใช้สารเคมีแล้วทำไมถึงมีราคาสูง”

คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น เกษตรกรผู้ผลิตนมออร์แกนิคสะท้อนมุมมองถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกร

“แต่จริงๆ แล้วถ้ามองถึงคุณภาพของผลผลิตที่ได้ ทั้งเรื่องสารอาหารอะไรต่างๆ ที่มันมากกว่าอาหารทั่วๆ ไป

มันก็ถือว่ามีความเหมาะสม อีกประเด็นหนึ่งก็คือ หากเรามองด้วยสายตาที่เป็นธรรมแล้ว

เกษตรกรทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตที่มีความสุข สะดวกสบาย

เช่นเดียวกับพวกเราที่เป็นผู้บริโภคทุกคนในสังคม นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการบริโภคที่ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน

คือความเอื้ออาทรที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เราหวังอยากให้เกิดขึ้นจริง”

 

ปัจจุบัน หลายองค์กรกำลังพยายามนำรูปแบบการท่องเที่ยวมาเป็นช่องทางหลักในการนำพาผู้คน

ไปสัมผัสชีวิตที่เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ด้วยหวังว่าการได้เข้าไปมีประสบการณ์ตรง

ได้สัมผัสจนถึงแหล่งต้นกำเนิดของอาหาร สัมผัสกับเกษตรกรตัวจริงผู้เป็นเพื่อนมนุษย์

ที่มีทุกข์สุขเช่นเดียวกับพวกเราทุกคน จะเป็นตัวจุดประกายให้ผู้บริโภค

ได้หันมามองเห็นและตระหนักในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ได้เรียนรู้ถึงความรัก

ความเอื้ออาทรระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ และมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมรอบกาย

 

สังคมมนุษย์เลือก “อาหารการกิน” เป็นหนึ่งในรูปธรรมของการสร้างความสุขในชีวิตมาเนิ่นนาน

แต่ทั้งหมดนี้เราสามารถเลือกได้ว่า ความสุขของเราในมื้อต่อๆ ไป

จะเป็นเพียงความสุขที่ได้ตอบสนองรสชาติ ความอยาก และความต้องการส่วนตัวอย่างที่เคยเป็นมาตลอด

หรือจะเป็นห่วงโซ่แห่งความสุขและความเอื้ออาทร ที่ถูกส่งต่อไปยังเพื่อนมนุษย์ที่เป็นผู้ผลิต

ส่งต่อไปยังสรรพสัตว์ผู้เป็นเพื่อนร่วมโลก ส่งต่อไปยังอากาศ สายน้ำ

และผืนแผ่นดินแม่อันเป็นต้นกำเนิดของพืชพรรณธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์

 

ความสุขแบบไหนคือความสุขที่แท้? คุณเลือกและเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวของคุณเอง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: เวทีแลกเปลี่ยน “ตลาดที่มีจิตสำนึก : ห่วงโซ่อุปทานใหม่ของผลผลิตอินทรีย์”
#ตลาดที่มีจิตสำนึกครั้งที่ 2

 

แชร์เลย~
0
Simple Follow Buttons
Simple Share Buttons
ปิดโหมดสีเทา