ความสุขจากการเคลื่อนไหวกาย

ผมเดินด้วยจิตใจแจ่มใสเบิกบาน

ในบรรดาการบริหารกายทั้งหมด การเดินเป็นวิธีที่เก่าแก่และดีที่สุด ฮิปพอคราทีส (Hippokrates) บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตกยกย่องว่า “การเดินคือยาดีที่สุดของมนุษย์”ส่วนที่สหรัฐอเมริกามีการจัดประชุม The 2013 Walking Summit เพื่อหาทางรณรงค์ให้คนอเมริกันเดินมากขึ้น และเพิ่มทางเท้าให้ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแคมเปญใหม่ส่งเสริมสุขภาพและความสุข

การเดิน นอกจากทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ยังใช้เป็นเครื่องมือสร้างการตื่นรู้ภายในใจ พุทธศาสนามีฝึก ‘เดินจงกรม’ เพื่อตามรู้การเคลื่อนไหวกายให้เกิดสมาธิ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็เลือกใช้การเดินเท้าเป็นระยะทาง 1,000 กิโลเมตร เพื่อหาคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต และความสุขที่มาจากการเกื้อกูลกัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA“ตอนผมเดิน จริงๆ มันเป็นเรื่องของใจนะ คือ ผมใช้เท้าเดินก็จริง แต่จิตของผมอยู่ที่เท้าที่เดิน ผมไม่ส่งจิตไปคิดเรื่องอะไรอื่นอีกแล้ว ผมทำสมาธิภาวนาของผมกับการเดินทางนั้น ขณะที่เดินไปไม่ว่าโลกข้างนอกจะเป็นปรากฏการณ์เช่นไร สิ่งที่เป็นหน้าที่ของผมคือมองความหมายที่เกิดขึ้นในใจผม ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เรื่องเดินเป็นเรื่องธรรมดาเล็กๆ แต่ที่อยู่เบื้องหลังของผมคือ ใจ ที่ใช้การเดินเป็นเครื่องมือ ถ้าผมจะบอกว่า ผมกำลังจะทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง ผมจะบอกว่า ผมเดิน ผมพูดเสมอ ผมเดินด้วยจิตใจแจ่มใสเบิกบาน”

“ขณะเดินและสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงในใจ เห็นจิต เห็นสภาวะ มันกลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ครั้งสำคัญ และเมื่อเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จึงเกิดความหมายชัดเจน มีอะไรบางสิ่งบางอย่างที่มันรู้โดยอัตโนมัติ ความรู้ชุดนี้เป็นความรู้ที่ผมปรารถนามาตลอด”

 ตอนผมเดิน จริงๆ มันเป็นเรื่องของใจนะ คือ ผมใช้เท้าเดินก็จริง แต่จิตของผมอยู่ที่เท้าที่เดิน

เดินออกจากความกลัว

อ.ประมวล เท้าความถึงที่มาของการออกเดินครั้งนั้น ต้นต่อมาจากความเข้าใจตั้งแต่วัยหนุ่มว่า ความสะดวกความสบายและการมีชีวิตที่ไม่ต้องทำงานหนักน่าจะเป็นชีวิตที่ดีมีความสุข จนข้ามมาถึงจุดที่เขาได้ทุกอย่างตามที่ฝันไว้ มีบ้าน รถ เงินประจำตำแหน่ง รายได้ประจำเดือน กินอาหารอร่อย เที่ยวในที่อยากไป แต่แล้วกลับยังเหมือนไม่เป็นความสุข “ผมกลับพบว่า สิ่งที่มีไม่ได้มีความหมายว่ามันจะมีความสุข ความสะดวกสบายจะมีความหมายเมื่อเราลำบาก สุดท้ายเราจะมีความสะดวกสบายไปเรื่อยๆ มันก็เบื่อ”

สิ่งที่มีไม่ได้มีความหมายว่ามันจะมีความสุข

เมื่อไม่เห็นคุณค่าของการมีและเป็นอยู่ เขาจึงประกาศเดินออกจากความกลัวสูญเสียความมั่นคงทั้งหลาย “ผมเดินออกจากบ้านโดยไม่มีเงิน ไม่ต้องการจะไปหาคนรู้จัก และไม่ต้องการให้ใครมาช่วยเหลือผม ถ้าจะช่วยผม เพราะผมอาจจะเป็นมนุษย์เร่ร่อนคนหนึ่งที่เขาสงสาร แล้วเขาก็ช่วย และผมยินดีรับอย่างนั้น จากอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมกลายเป็นขอทานสกปรก กลายมาเป็นคนแก่ที่สติวิปลาส ผมค้นพบว่า มีความหมายอะไรบางอย่างที่ผมเรียนรู้ ผมเรียนรู้ว่าผมสามารถมีความสุขได้ แม้ผมนอนอยู่ในศาลาวัดที่มีหมาขี้เรื้อนเป็นฝูงมานอนกับผม”

 

กายและใจเกื้อหนุนกัน

การพบการเปลี่ยนแปลงภายในใจที่มีฐานมาจากกาย อ.ประมวล อธิบายว่า “มนุษย์เรามีกายเป็นที่ตั้งของสิ่งที่เรียกว่า จิต เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องจิต ง่ายที่สุดเริ่มจากฐานที่มันเป็นกาย เช่น เราพูดเรื่องความสะดวกสบาย เริ่มต้นจากการที่เราวางกายภายใต้เงื่อนไขที่ต้องไม่ยุ่งยากลำบาก กายไม่เหนื่อย จะลุกจะนั่งจะเดินทำให้มันง่ายไปเสียหมด แต่จริงๆ แล้วสิ่งนั้นมันนำมาซึ่งความสุขจริงหรือเปล่า มันไม่ใช่ และความสะดวกสบายไม่ใช่เรื่องกาย แต่เป็นเรื่อง จิต ล้วนๆ เลย”

เวลาเดินขึ้นไปจากข้างล่างจนถึงยอดดอย กับการขับรถหรือนั่งรถขึ้นไปมันมีความหมายต่างกัน จึงเป็นที่มาของความสุขที่แตกต่างกัน

“การเดินด้วยเท้ากับการขับรถไปถึงที่หมายก็ต่างกัน ทุกครั้งที่ผมขึ้นดอยอินทนนท์ (จังหวัดเชียงใหม่) ผมสัมผัสอากาศเย็น สัมผัสวิวทิวทัศน์ แต่ไม่ได้สัมผัสถึงความหมายอันลึกซึ้งของชีวิต วันที่ผมเดินขึ้นถึงยอดดอยอินทนนท์ ความรู้สึกของผมรู้ว่า ความหมายและคุณค่าของการถึงเป้าหมายมันมีมิติภายในมากมาย ประเด็นเหล่านี้ทำให้ผมพบความสุขในมิติใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม และผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่า คนอื่นจะพบความสุขในมิตินี้ได้ เพียงได้ฟังหรือแค่อ่านหนังสือเรื่องวิธีคิด มันจะพบได้ก็ต่อเมือตัวเขาเดินไปด้วยตัวเขาเอง เวลาคนเดินขึ้นไปจากข้างล่างจนถึงยอดดอย กับการขับรถหรือนั่งรถขึ้นไปมันมีความหมายต่างกัน ความหมายต่างกันนี้จึงเป็นที่มาของมิติของความสุขที่แตกต่างกันออกไป”

การดูแลกายในความเห็นของ อ.ประมวล จึงหมายรวมการดูแลสรรพร่างกายอันเป็นพื้นที่ของจิตใจ “ทำอย่างไรให้สิ่งที่เรียกว่ากายเป็นพื้นที่ และเป็นความหมายที่ทำเราเข้าถึงจิตใจ เวลาเราดูแลรักษากาย มิใช่เพียงแค่การดูแลให้มันมีความสมบูรณ์ แท้จริงแล้วความสุขเป็นสภาวะจิตใจของเราที่อยู่ภายใน เพราะฉะนั้นเราต้องปรับเงื่อนไขภายในจิตใจของเราเสียใหม่ นั้นเป็นที่มาที่ผมออกจากบ้านและทำให้ผมเริ่มต้นชีวิตของการภาวนา”

 

คำแนะนำเพื่อกายที่มีความหมาย

อ.ประมวล แนะนำแนวคิดเกี่ยวกับร่างกายเพื่อสร้างจิตรู้ใหม่ ดังนี้

# ทำความเข้าใจกับเนื้อตัวร่างกายของเราเองอย่างลึกซึ้ง และจะเห็นว่าร่างกายที่มันขับเคลื่อนไปนี้มีสิ่งซึ่งสถิตอยู่ในกายเราคือ ใจ ทำอย่างไรให้กายกับใจต่างอิงอาศัยซึ่งกันและกันอย่างเกื้อกูล

# สิ่งที่เรียกว่ากายมีความหมาย เพราะมันมีสภาวะจิต ความสุขและทุกข์ปรากฏผ่านหน้าตา ร่างกายเป็นมาตรวัดบ่งชี้ให้เห็นสุขภาวะของจิตใจ เพราะฉะนั้นทำกายของเราให้มีความหมาย และเป็นความสดชื่นเบิกบาน

# ความสุขเป็นมิติที่ลึกซึ้งจากกายไปสู่จิต ถ้าเราเริ่มต้นจากพื้นฐานของความคิดที่ว่า สิ่งที่เป็นความสุขที่แท้จริงอยู่ในจิตของเรา ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็มีความสุขได้

# ความคิดเป็นจุดเริ่มต้น แต่ปัญหาไม่สามารถจะเปลี่ยนได้สำเร็จเพียงแค่คิด ฉะนั้น การกระทำสำคัญมาก

# การเดินทุกคนทำได้ แต่ถ้าคิดว่าความเร็วเป็นความดี จะเป็นปัญหา เพราะสุดท้ายเราก็จะพยายามเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

ด้วยสังคมปัจจุบันนิยมรวดเร็ว อ.ประมวล ให้ความเห็นถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในมิติความสุขแบบใหม่ว่า “เวลาเราชวนใครให้มาทำ เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้มันเกิดเป็นปรากฏการณ์เป็นกระแสทางสังคม แต่มันจะเป็นสังคมไม่ได้ ถ้าไม่พูดถึงปัจเจก ผมก็เลยทำสิ่งที่สังคมควรทำ เช่น ถ้าเป็นไปได้ ผมเดิน แม้จะช้า เริ่มต้นด้วยการทำให้ตัวเองก่อน ถ้าเราคิดว่า การปั่นจักรยานไปทำงานดี ทำเลย ถึงจะมีเหงื่อโทรมและมีกลิ่นตัวเล็กน้อย แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ ความหมายของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่สามารถจะเกิดได้ เพียงแค่คิด แต่ต้องทำ”

“ความสุขที่มีคุณค่าต่อตัวเองและส่วนรวม เป็นความสุขที่น่าปรารถนา แต่ถ้าเรามีความสุขและความสุขที่เกิดขึ้นชั่วขณะนั้นไปทำลายสภาวะด้านอื่น ผมไม่ยอมรับความสุขแบบนั้น ถ้าชีวิตของผมมีอยู่และสามารถดำเนินได้ด้วยการเกื้อกูลผู้อื่น ให้ผู้อื่นรู้สึกพึงพอใจกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าได้ ผมมีความสุข”

 

ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัย ทิ้งความมั่นคงทุกด้าน และออกเดินเท้าจากจังหวัดเชียงใหม่ไปสุราษฏร์ธานี บ้านเกิดของเขา เขาพบการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่มีความหมายอันแท้จริงต่อชีวิต ในระหว่างเดินเท้า เป็นเวลา 66 วัน

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...
เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง